เดือน: ตุลาคม 2019

สูตรลาบปลาหอมอร่อยมีประโยชน์

สูตรลาบปลาหอมอร่อยมีประโยชน์

สูตรลาบปลาหอมอร่อยมีประโยชน์ มีส่วนประกอบหลัก คือเนื้อปลาต้ม

สูตรลาบปลาหอมอร่อยมีประโยชน์ ลาบปลา เป็นอาหารประเภทลาบ ที่มีส่วนประกอบหลัก คือเนื้อปลาต้ม นำมาสับให้ละเอียด ปรุงด้วยเครื่องปรุงอันประกอบด้วยพริกแห้งเผา และเครื่องเทศต่างๆ เช่นเดียวกับลาบชนิดอื่นๆ เครื่องเคียง ได้แก่ ผักสดนานาชนิด โดยเฉพาะประเภทสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมแรง

สูตรลาบปลาหอมอร่อยมีประโยชน์

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
การทำข้าวคั่ว ใช้ข้าวสารเจ้า หรือข้าวสารเหนียวก็ได้ มาคั่วไฟอ่อนๆ ให้สีเหลือง แล้วโขลกให้ละเอียด

ส่วนผสม

ข้าวคั่ว 1/2 ถ้วย
พริกลาบ 3 ช้อนโต๊ะ
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ 2 ต้น
ขมิ้น 1 หัว
ผักชี 1 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอม 1 ช้อนโต๊ะ
ผักไผ่ 2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
เครื่องเคียง
ถั่วฝักยาว
มะเขือเปราะ
กระถิน
ผักคาวตอง
ยอดมะกอก
ปีบ

วิธีการทำ

ล้างปลานิลให้สะอาด ใส่หม้อต้มทั้งตัว ใส่กะปิ ตะไคร้ทุบ ขมิ้นทุบ พอปลาสุก ตักขึ้นพักไว้
แกะปลาเอาแต่เนื้อ นำมาสับให้ละเอียด
ผสมน้ำต้มปลา พริกลาบ และเนื้อปลาสับ คลุกเคล้าให้เข้ากัน
ใส่ข้าวคั่ว คนให้เข้ากัน
ใส่ผักไผ่ ตามด้วยผักชีต้นหอม แล้วคลุกเคล้าให้ทั่ว
เจียวกระเทียมกับน้ำมันพืช พอเหลืองใส่ลาบปลาลงผัดให้หอม เติมน้ำเล็กน้อย ผัดให้เข้ากัน

คุณค่าทางโภชนาการของปลานิล

ปลานิลสดปริมาณ 100 กรัม จะให้คุณค่าทางโภชนาการดังต่อไปนี้

พลังงาน 96 กิโลแคลอรี
น้ำ 78.08 กรัม
โปรตีน 20.08 กรัม
ไขมันทั้งหมด 1.70 กรัม
แคลเซียม 10 มิลลิกรัม
ธาตุเหล็ก 0.56 มิลลิกรัม
แมกนีเซียม 27 มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส 170 มิลลิกรัม
โพแทสเซียม 302 มิลลิกรัม
โซเดียม 52 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.33 มิลลิกรัม
ทองแดง 0.075 มิลลิกรัม
แมงกานีส 0.037 มิลลิกรัม
ซีลีเนียม 41.8 ไมโครกรัม
ไทอะมีน 0.041 มิลลิกรัม
ไรโบฟลาวิน 0.063 มิลลิกรัม
ไนอะซิน 3.903 มิลลิกรัม
กรดแพนโทเทนิก (วิตามินบี 5) 0.487 มิลลิกรัม
วิตามินบี 6 0.162 มิลลิกรัม
โฟเลท 24 ไมโครกรัม
โคลีน 42.5 มิลลิกรัม
โอเมก้า 3 0.12 กรัม
โอเมก้า 6 0.10 กรัม

นอกจากนี้ปลานิลยังมีสารอาหารอื่น ๆ อีกมาก นับว่าเป็นปลาน้ำจืดคุณภาพระดับพรีเมียม ที่ราคาถูกและหากินได้ง่ายมาก ๆ เลยล่ะ…

Read More สูตรลาบปลาหอมอร่อยมีประโยชน์

ไส้อั่วสูตรเด็ดชาวล้านนา วิธีการถนอมอาหารแบบโบราณ

ไส้อั่วสูตรเด็ดชาวล้านนา วิธีการถนอมอาหารแบบโบราณ

ไส้อั่วสูตรเด็ดชาวล้านนา นิยมใช้ไส้หมูและเนื้อหมู

ไส้อั่วสูตรเด็ดชาวล้านนา คำว่า อั่ว หมายถึง แทรก หรือยัดไว้ตรงกลาง ไส้อั่ว จึงหมายถึงไส้ที่มีการนำสิ่งของยัดไว้ การทำไส้อั่ว นิยมใช้ไส้หมูและเนื้อหมู การทำไส้อั่ว เป็นวิธีการถนอมอาหาร ให้สามารถรับประทานได้นานขึ้น คือประมาณ 1-2 วัน แต่ถ้าเก็บไว้ในที่เย็น หรือปัจจุบัน มีการบรรจุถุงแบบสูญญากาศ ก็เก็บไว้ได้นานมากยิ่งขึ้น การทำให้ไส้อั่วสุก จะใช้วิธีปิ้ง หรือทอดก็ได้

ส่วนผสม

เนื้อหมูบด 1 กิโลกรัม
ไส้หมู 300 กรัม
ใบมะกรูด 10 ใบ
ผักชีซอย 2 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
เครื่องแกง
พริกแห้ง 10 เม็ด
ข่าหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต๊ะ
หอมแดง 10 หัว
กระเทียม 20 กลีบ
กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีการทำ

โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
ล้างไส้หมูให้สะอาด โดยใส่น้ำลงในไส้ แล้วกลับด้านในออกมาด้านนอก นำไปแช่น้ำใส่เกลือ ประมาณ 10 นาที แล้วกลับด้านนอกออกเหมือนเดิม
ใส่เครื่องแกงลงคลุกเคล้ากับเนื้อหมูบดให้เข้ากัน
ใส่ผักชีต้นหอมซอย ใบมะกรูดซอย คลุกเคล้าให้เข้ากัน
นำหมูที่คลุกเคล้าเรียบร้อยแล้ว มากรอกใส่ไส้หมู โดยใช้กรวยช่วยในการกรอกหมูใส่ไส้
เมื่อกรอกไส้จนเต็มแล้ว มัดปากไส้
นำไส้อั่วที่ได้มาย่างไฟอ่อนๆ จนสุกเหลืองทั่ว ประมาณ 45 นาที

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
ขณะที่นำไส้อั่วย่างไฟ ให้ใช้ไม้จิ้มเพื่อระบายอากาศ เพื่อไม่ให้ไส้แตก
ย่างกับถ่านไม้ ไส้อั่วจะมีกลิ่นหอมชวนรับประทาน

ประวัติไส้อั่ว
อาหารพื้นบ้านจานเด็ดอย่างหนึ่งของชาวล้านนา ซึ่งมีรสชาติเป็นที่ติดอกติดใจกันทั่วไปในหมู่ชาวไทยล้านนาและคนภาคอื่น ๆทั่วประเทศไทยนั่นคือ ไส้อั่ว
คำว่า อั่ว ในภาษาล้านนา หมายถึง แทรก หรือยัดไว้ตรงกลาง
ไส้อั่ว จึงหมายถึงไส้ที่มีการนำสิ่งของมายัดไว้ การทำไส้อั่วนิยมใช้ไส้หมูและเนื้อหมู ในอดีตเมื่อถึงยามเทศกาลหรือเมื่อมีการจัดงานใด ๆ ถ้ามีการล้มหมู มักมีเนื้อหมูเป็นจำนวนมาก จนบางครั้งนำมาทำเป็นอาหารไม่ทันก็อาจเกิดการเน่าเสียได้
จึงมีแนวคิดในการนำเอาเนื้อหมูเหล่านั้นมาถนอมอาหารโดยการตากแห้งหรือย่างไฟ หรือนำมาประกอบอาหารที่สามารถเก็บไว้กินได้นาน ๆ เข่น การทำแหนม เป็นต้น
ในการทำไส้อั่วก็เช่นกัน ถือเป็นการทำอาหารที่สามารถเก็บไว้กินได้นาน ๑ – ๒ วัน นอกจากนี้ ยังเป็นการนำเศษเนื้อและเครื่องในพวกไส้ต่าง ๆ มาทำให้เกิดประโยชน์ด้วย…

Read More ไส้อั่วสูตรเด็ดชาวล้านนา วิธีการถนอมอาหารแบบโบราณ

แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา รับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริก

แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา รับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริก
แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา

แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา

แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา แคบหมู เป็นอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา ใช้รับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริก ขนมจีนน้ำเงี้ยว ใช้เป็นส่วนผสมในการตำน้ำพริก หรือแกง เช่น แกงบอน แกงผักตำลึง (แกงผักแคบ) แกงหน่อไม้ แคบหมูมีทั้งชนิดติดมัน และไม่ติดมัน ที่เรียกกันว่า แคบหมูไร้มัน ชาวล้านนาดั้งเดิม นิยมรับประทานแคบหมูเป็นอาหาร มากกว่าเป็นเครื่องแนม

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
ใช้หนังหมูส่วนสันหลังหรือหนังสะโพก ใช้หมูที่มีอายุประมาณ 4 เดือน หนังหมูต้องสดไม่มีกลิ่น เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 15 วัน

แคบหมูเป็นอาหารสำเร็จรูปชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องนำหนังหมูมาผ่านการทำให้พองตัว การบริโภคแคบหมูอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ชาวไทยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจนำมาบริโภคในรูปของอาหารคาวโดยตรง ใช้เป็นเครื่องจิ้มกับน้ำพริกต่าง ๆ หรือรับประทานร่วมกับขนมจีนน้ำเงี้ยว ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของชาวไทยภาคเหนือ นอกจากนี้ยังสามารถนำแคบหมูมาบริโภค เป็นกับแกล้มสำหรับเครื่องดื่มประเภทสุราหรือเบียร์การผลิตแคบหมูโดยทั่วไปจะเริ่มจากการเปลี่ยนคอลลาเจน (collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนส่วนใหญ่ในหนังหมู โดยเฉพาะบริเวณหนังชั้นใน (dermis หรือ corium) ให้เป็นเจลาติน (gelatin) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สามารถกักเก็บความชื้นเอาไว้ภายใน การเปลี่ยนคอลลาเจนเป็นเจลาตินนี้ จะต้องใช้ความร้อนชื้น (moist heat) เช่น การต้มหนังหมูในน้ำเดือดจนหนังหมูเหล่านั้นสุก ต่อมาจะต้องทำให้ผิวหน้าของหนังหมูเกิดความแข็ง (case hardening) ขึ้น โดยการเคี่ยว (rendering) หนังหมูในน้ำมันที่อุณหภูมิไม่สูงมากนัก นอกจากนี้การเคี่ยวยังเป็นการลดความชื้นของหนังหมูลงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้หนังหมูมีความชื้นภายในที่เหมาะสม สำหรับการพองตัว การทำให้ผิวหนังของหนังหมูมีความแข็ง เพียงพอที่สามารถทนต่อแรงดันที่เกิดขึ้นในขณะทอดให้พองตัว ทำให้โครงสร้างของแคบหมูไม่ยุบตัวลงมากในระหว่างการทอดให้พองตัว นอกจากนี้การทำให้ผิวหน้าของหนังหมูแข็งตัวอย่างพอเหมาะ จะมีผลต่อความกรอบของแคบหมูด้วยผู้ผลิตแคบหมูบางรายอาจนำหนังหมูที่ผ่านการต้มให้สุกแล้วมาผึ่งแดดให้แห้ง ก่อนการเคี่ยวเพราะเจลาตินที่เกิดขึ้นในระหว่างการต้มหนังหมูนั้น มีลักษณะเหนียวเมื่อมีความชื้นสูง แต่ความเหนียวของเจลาตินจะลดลงเมื่อยู่ในสภาพที่มีความชื้นต่ำ และการทำให้หนังหมูแห้งลงก่อนการเคี่ยวจะเป็นการป้องกันการกระเด็นของน้ำมันในขณะเคี่ยวได้เป็นอย่างดี เมื่อเคี่ยวจนผิวหน้าของหนังหมูแข็งตัวแล้ว จะนำหนังหมูไปทอดให้พองตัวในน้ำมันที่ร้อนจัด เพราะในขณะทอดจะทำให้ไอน้ำที่ถูกกักไว้ในเจลาตินเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเกิดแรงดันขึ้นภายในหนังหมู ทำให้หนังหมูพองตัวได้

ส่วนผสม

หนังหมูติดมัน 2 กิโลกรัม
เกลือ 1 ช้อนชา
ซีอิ้วดำ 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหมู 2 กิโลกรัม

วิธีการทำ

สับหนังหมูขนาด 1 x 6 นิ้ว
ใส่ซีอิ๊วดำและเกลือ คลุกเคล้ากับหนังหมูในกระทะให้เข้ากัน หมักไว้ประมาณ 10 นาที
ใส่น้ำมันลงในกระทะหนังหมู ตั้งไฟอ่อนๆ
พอหมูตึงตัว ให้ทอดต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 30 นาที
ตักหมูขึ้น พักไว้ประมาณ 10 นาที
หนังหมูในน้ำมันร้อนจัดอีกครั้งหนึ่ง ทอดจนหนังหมูเหลืองและกรอบ
ตักขึ้นพักไว้ให้เย็น รอบรรจุในถุงเพื่อรักษาความกรอบของแคบหมูไว้

Read More แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา รับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริก

จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ บางแห่งเรียก หมูส้ม

จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ  บางแห่งเรียก หมูส้ม
จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ

จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ สามารถนำมารับประทานเป็นกับข้าว โดยนำไปย่างไฟทั้งห่อ

จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ จิ๊นส้ม หรือ แหนม ทำมาจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย เรียกชื่อตามเนื้อสัตว์ เช่น จิ๊นส้มหมู จิ๊นส้มงัว จิ๊นส้มก้าง ปัจุจุบัน นิยมใช้เนื้อหมู บางแห่งเรียก หมูส้ม สามารถนำมารับประทานเป็นกับข้าว โดยนำไปย่างไฟทั้งห่อ เรียกว่า จิ๊นส้มหมก หรือนำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น คั่วจิ๊นส้มใส่ไข่ เจียวผักปลัง และคั่วฟักเพกาอ่อน

“แหนม” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 บอกความหมายว่า “แหนม น. อาหารอย่างหนึ่ง ทำด้วยหมู หมักให้เปรี้ยว” เป็นอาหารหมักดองที่คนไทยคุ้นเคยกันดีมานับแต่อดีต เป็นกรรมวิธีในการถนอมอาหารจากเนื้อสัตว์เพื่อที่จะทำให้เก็บได้นานขึ้น และยังได้อาหารชนิดใหม่ที่มีรสชาติใหม่

คนไทยในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางทำแหนมกันแพร่หลาย โดยเรียกชื่อแตกต่างกันไปซึ่งไม่ว่าจะเรียกอย่างไรล้วนมีความหมายถึงรสเปรี้ยวที่แฝงอยู่ ภาคเหนือจะเรียกว่า “จิ๊นส้ม” หมายถึง เนื้อสัตว์ที่มีรสส้ม คือ รสเปรี้ยว มีทั้งจิ๊นส้มหมู จิ๊นส้มวัว และจิ๊นส้มควาย

ชาวอีสานก็กินแหนมกันมากและมีรูปแบบหลากหลาย ทั้งแหนมหมูอย่างปกติเรียกว่า “หมูส้ม” หรือ “ส้มหมู” ไส้กรอกอีสานที่ใช้กรรมวิธีเดียวกันเพียงแต่ยัดลงไปในไส้หมู แถวเมืองพล จังหวัดขอนแก่น มี “หม่ำ” ที่ขึ้นชื่อ มีทั้งหม่ำหมู และหม่ำวัว โดยจะผสมตับลงไปด้วย หม่ำจะนิยมใส่ข้าวคั่วต่างจากการทำแหนมที่ใส่ข้าวเหนียวนึ่ง แล้วยัดลงไปในไส้หมู ไส้วัว หรือถุงน้ำดี แล้วแขวนผึ่งลมให้แห้งจนเกิดการหมักข้างในและมีรสเปรี้ยว นำไปทอดหรือย่างไฟ

เคล็ดลับ
เลือกเนื้อสันคอมาทำจิ๊นส้ม เพราะเนื้อนุ่มกว่าส่วนอื่นๆ

ส่วนผสม

เนื้อหมูบด 1 กิโลกรัม
หนังหมู 100 กรัม
กระเทียม 20 กลีบ
เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
ข้าวนึ่ง 1 ถ้วย

วิธีการทำ

โขลกกระเทียมและเกลือป่น และนำคลุกเคล้ากับหมูบด
ใส่ข้าวนึ่ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน
ใส่หนังหมูลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน
เตรียมใบตอง 8 x 10 นิ้ว ซ้อนกัน 4 แผ่น นำส่วนผสมใส่ใบตอง
ห่อใบตองให้แน่น แล้วห่อใบตองอีกหนึ่งชั้น
ใช้ไม้กลัด กลัดใบตอง ทิ้งไว้ 2-3 วัน จึงนำมารับประทานหรือนำมาปรุงอาหารได้
นำห่อจิ๊นส้มย่างไฟอ่อนๆ ให้สุกทั่ว

Read More จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ บางแห่งเรียก หมูส้ม

ห่อนึ่งไก่สูตรล้านนา เปิดตำราอาหารล้านนา สูตรละมุนลิ้น

ห่อนึ่งไก่สูตรล้านนา เปิดตำราอาหารล้านนา สูตรละมุนลิ้น

ห่อนึ่งไก่สูตรล้านนา

ห่อนึ่งไก่สูตรล้านนา ห่อนึ่งไก่ เป็นอาหารปรุงด้วยเนื้อไก่ เป็นส่วนผสมหลัก นำมาคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง ห่อด้วยใบตอง และนึ่งจนสุก บางสูตรใช้วิธีนำเครื่องแกงลงผัดกับน้ำมันให้หอมก่อน แล้วจึงใส่เนื้อไก่ลงไปผัดให้เข้ากัน นำไปห่อใบตอง และนึ่งเป็นลำดับต่อไป

นึ่ง หรือหนึ้ง เป็นการทำให้สุกด้วยไอน้ำร้อนในไห หรือที่สำหรับการนึ่ง มี 2 ลักษณะ คือ การนึ่งโดยตรง โดยที่อาหารนั้นไม่ต้องมีเครื่องห่อหุ้ม เช่น การนึ่งข้าว นึ่งปลา นึ่งกล้วยตาก นึ่งเนื้อตาก อีกลักษณะหนึ่ง คืออาหารนั้นจะห่อด้วยใบตองก่อน ได้แก่ การนึ่งขนมที่ห่อใบตอง เช่น ขนมจ็อก ขนมเกลือ และพวกห่อนึ่งต่างๆ อาหารที่ใช้วิธีนึ่ง มักจะเรียกตามชื่ออาหารนั้นๆ ลงท้ายด้วยนึ่ง เช่น ไก่นึ่ง ปลานึ่ง กล้วยนึ่ง

เคล็ดลับ
ใช้พริกขี้หนูสวนแห้ง หรือพริกขี้หนูยอดสนแห้ง มีรสเผ็ดที่พอดี
ถ้าชอบใบยอ ให้นำใบยอมารองใบตองก่อนตักส่วนผสมใส่ใบตอง

ส่วนผสม

เนื้อไก่บ้าน 500 กรัม
ข้าวคั่ว 1/2 ถ้วย
ใบมะกรูด 7 ใบ
ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
เครื่องแกง
พริกขี้หนูแห้ง 20 เม็ด
หอมแดง 5 หัว
กระเทียม 10 กลีบ
ข่าหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ขมิ้น 1 แว่น
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีการทำ

โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
ผัดเครื่องแกงกับน้ำมันพืชให้หอม ใส่ไก่หั่นเป็นชิ้น พอไก่สุกเติมน้ำ พอเดือด ตักใส่ชาม
ใส่ข้าวคั่ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน
ใส่ใบมะกรูดและผักชีต้นหอม คลุกเคล้าให้เข้ากัน
เตรียมใบตองกว้างประมาณ 8 นิ้ว ตัดหัวตัดท้าย นำมาซ้อนกันสองชั้น ตักส่วนผสมใส่บนใบตอง
ฉีกใบตองกว้างประมาณ 3 นิ้ว ห่อด้านนอกอีก 1 ชั้น ใช้ไม้กลัด กลัดใบตอง
ใช้กรรไกรตัดแต่งห่อใบตองให้สวยงาม
นำลงนึ่งในลังถึง ประมาณ 30 นาที

Read More ห่อนึ่งไก่สูตรล้านนา เปิดตำราอาหารล้านนา สูตรละมุนลิ้น

เข้าหนึ้งล้านนา

เข้าหนึ้งล้านนา

เข้าหนึ้งล้านนา

เข้าหนึ้งล้านนา

เข้าหนึ้งล้านนา ชาวล้านนารับประทานข้าวนึ่ง หรือเข้าหนึ้ง เป็นอาหารหลัก ทำมาจากข้าวเหนียว นำมาแช่ให้ข้าวอ่อนตัว ประมาณ 1 คืน หรือ 2-3 ชั่วโมงก็ได้ แล้วนำมานึ่งจนสุก ใช้รับประทานกับอาหารทั้ง 3 มื้อ ถ้าต้องการเก็บข้าวให้อุ่นทั้งวัน ให้เก็บในภาชนะที่เก็บความร้อน เช่น กระติกน้ำแข็ง โดยใช้ผ้าขาวรองพื้นก่อน

ส่วนผสม

ข้าวสารเหนียว 2 ลิตร
น้ำเปล่า 3 ลิตร

วิธีการทำ

นำข้าวสารเหนียวมาใส่ภาชนะเคลือบ เติมน้ำให้ท่วมข้าว แช่ไว้ประมาณ 1 คืน
ซาวข้าว โดยใส่ข้าวในซ้าหวด หรือตะกร้าไม้ไผ่สาน เปิดน้ำไหลผ่านจนน้ำซาวข้าวไม่มีสีขุ่น และมีกลิ่นน้ำซาวข้าว
ล้างไหใส่ข้าวสำหรับนึ่งให้เปียกน้ำเพื่อไม่ให้ข้าวติดไห แล้วเทข้าลงในไห
ตั้งหม้อ ใส่น้ำประมาณ 3 ลิตร ตั้งไหข้าวบนหม้อ นำเศษผ้าฝ้าย (เตี่ยวหม้อนึ่ง) ชุบน้ำวางรอบไหตรงระหว่างรอยต่อหม้อนึ่งและไหข้าว ใช้นิ้วดันให้เตี่ยวปิดช่องว่างเพื่อป้องกันไม่ให้ไอน้ำพุ่งออกมา
นึ่งข้าวใช้เวลาประมาณ 20 นาที สังเกตดูจากเมล็ดข้าวจะใส ถ้าเอามือแตะดูเมล็ดจะนิ่ม และไม่ติดมือ
เตรียมกัวะข้าว หรือฝ่าข้าว ถ้าไม่มี ใช้ถาดแทนได้ โดยเอาน้ำประพรมให้กัวะข้าวเปียกน้ำ เพื่อไม่ให้ข้าวติด
เทข้าวที่สุกแล้วลงกัวะเข้า คนข้าวกลับไปมาไปมา พอให้ไอน้ำบางส่วนระเหยออกไป เพื่อไม่ให้ข้าวแฉะ
ใส่ข้าวลงในแอ็บหรือกระติ๊บข้าว หรือภาชนะที่เก็บความร้อน เช่น กระติกน้ำแข็ง ใช้ผ้าขาวรองพื้นก่อน…

Read More เข้าหนึ้งล้านนา

น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง

น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง

น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง

น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง

น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง น้ำพริกจี้กุ่ง หรือน้ำพริกจิกุ่ง เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะค่อนข้างแห้งถึงข้น ชนิดของพริกที่นิยมใช้คือ พริกหนุ่ม หรือพริกดิบ จะใช้จี้กุ่งต้มหรือย่างไฟก็ได้ ส่วนผสมนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นต่อตัวอ่อน แตนตัวอ่อน ผึ้งตัวอ่อน ด้วง (หนอนไม้ไผ่ หรือด้วงยอดไผ่ หรือรถด่วน) ไข่มดส้ม (ไข่มดแดง) ก็ใช้สูตรการทำเหมือนกัน และเรียกชื่อน้ำพริกว่า น้ำพริกต่อ น้ำพริกแตน น้ำพริกผึ้ง น้ำพริกด้วง น้ำพริกไข่มดส้ม

น้ำพริกจี้กุ่ง หรือ น้ำพริกจิ้งหรีด เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะค่อนข้างแห้งถึงข้นชนิดของพริกที่นิยมใช้คือพริกหนุ่มหรือพริกดิบ จะใช้จี้กุ่งต้มหรือย่างไฟก็ได้ ส่วนผสมนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นต่อตัวอ่อน แตนตัวอ่อน ผึ้งตัวอ่อน ด้วง หนอนไม้ไผ่ หรือด้วงยอดไผ่ หรือรถด่วน ไข่มดส้ม (ไข่มดแดง) ก็ใช้สูตรการทำเหมือนกัน และเรียกชื่อน้ำพริกว่า น้ำพริกต่อ น้ำพริกแตน น้ำพริกผึ้ง น้ำพริกด้วง น้ำพริกไข่มดส้ม

ส่วนผสม

จี้กุ่งต้ม 7 ตัว
พริกหนุ่มย่างไฟ 7 เม็ด
กระเทียมย่างไฟ 10 กลีบ
หอมแดงย่างไฟ 5 หัว
เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

ย่างพริกหนุ่ม หอมแดง และกระเทียมให้สุก แกะเปลือกออก พักไว้
โขลกเกลือ หอมแดง กระเทียม และพริกหนุ่ม รวมกันให้ละเอียด
ใส่จี้กุ่งต้ม โขลกคนให้เข้ากัน

พริกหนุ่ม คือ ??

พริกหนุ่มที่นำมาทำเป็นน้ำพริกหนุ่มนั้น จริงๆแล้วไม่ใช่พริกที่ยังไม่แก่ แต่เป็นชื่อพันธุ์ของพริก ชื่อพันธุ์ “พันธุ์หนุ่ม” นั่นเอง ก่อนหน้านี้แอดมินก็เข้าใจผิดนึกว่า พริกหนุ่มนึกว่าเป็นพริกที่ยังไม่แก่ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะจ๊ะ พริกหนุ่มเป็นชื่อพันธุ์ต่างหากหละ คุณสมบัติของพริกหนุ่นนั้น ไม่ว่าจะแก่หรือหนุ่ม ก็จะมีสีเขียวไม่เปลี่ยนแปลง และความเผ็ดก็จะเผ็ดน้อยกว่าพริกขี้หนู เผ็ดกว่าพริกหยวกเล็กน้อย

พริกหนุ่มเป็นชื่อพันธุ์พริกชนิดหนึ่งไม่ใช่พริกที่ยังไม่แก่ ขนาดใหญ่กว่า,เผ็ดน้อยกว่าพริกชี้ฟ้าและเล็กกว่าพริกหยวก,เผ็ดมากกว่าพริกหยวก ไม่ว่ามันจะแก่หรือจะหนุ่ม ก็เรียกพริกหนุ่ม แก่จัดแล้วก็ยังเป็นสีเขียวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเป็นสีแดงพริกหนุ่มไม่มีขายในกทม. เคยไปอยู่กทม.หลายปีหาซื้อพริกหนุ่มมาทำน้ำพริกหนุ่มไม่เจอ ลักษณะพิเศษของพริกหนุ่มที่ไม่สามารถเอาพริกชีฟ้าหรือพริกหยวกมาแทนได้ก็คือ เมื่อเอามาปิ้งหรือหมกในไฟปนขี้เถ้าเพื่อทำให้สุกสามารถลอกเปลือกออกได้แต่พริกชี้ฟ้าทำไม่ได้ เคยพยายามเอาพริกอย่างอื่นมาทำแทนยังไม่สำเร็จก็เลยต้องยอมแพ้กลับมากินที่เชียงใหม่ให้หายคิดถึง”น้ำพริกหนุ่ม”
แล้วถ้ามาเชียงใหม่หรือทางเหนือรอบนอก(บ้านนอก)ก็จะไม่มีพริกชี้ฟ้าสีเขียวๆแดงๆขายเหมียลกัลลล นอกจากตลาดในเมือง เคยหาซื้อหามาใส่แกงไทยๆ หาไม่เจอ…

Read More น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง

สูตรน้ำพริกแมงดา

สูตรน้ำพริกแมงดา

สูตรน้ำพริกแมงดา

สูตรน้ำพริกแมงดา ส่วนผสมสำหรับทำน้ำพริกแมงดา

กะปิ 1 ช้อนโต้ะ
แมงดานา 1 ตัว
กระเทียม 1 หัว
พริกสด 10 เม็ด
มะอึก 1 ผล
น้ำปลา
น้ำมะนาว
น้ำตาลปี๊บ
ผักสด

วิธีทำน้ำพริกแมงดา

นำมะอึกมาขูดผิวและล้างน้ำให้สะอาด
นำกะปิ ห่อใบตอง ปิ้งให้สุก พร้อมกับปิ้ง พริก กระเทียม และ แมงดานา ให้สุก
โขรก กะปิ พริก กระเทียม แมงดานา และ มะอึก ให้ละเอียด
จากนั้นปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล และ น้ำมะนาว ตามใจชอบ ทานกับ ผักสด เช่น แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือ ผักกาดขาว เป็นต้น

เคล็ดลับการทำน้ำพริกแมงดา

ให้นำพริกแห้งไปคั่วให้หอมก่อน โดยต้องใส่เกลือลงไปด้วย เพื่อลดความแสบร้อน การที่พริกโดนความร้อน จะทำให้พริกมีความหอม

แมลงดานาเป็นจำพวกมวนน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวโตเต็มที่มีขนาดประมาณ 3-4 นิ้ว ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย
มีลำตัวยาวเป็นรูปไข่ ด้านท้อง และทางด้านหลังมีลักษณะแบน หัวสีน้ำตาลแก่ปนเขียว ตาลสีดำ

จากประสบการณ์ งมแมงดา ตามท้องไร่ท้องนามา กว่า 15 หยก ๆ 16 หย่อน ๆ ในประเทศไทย มีแมงดานาอยู่ 3 ชนิด
แมงดานา ชนิดสีน้ำตาลดำ ชนิดขอบปีก ลาย และแมงดาปีกทอง
ชนิดที่เราเห็นจนชินตา คือ ชนิดสีน้ำตาลดำ พวกนี้ตัวใหญ่ที่สุด ชนิดขอบปีกลาย คือ มีลายที่ขอบของปีก ตัวเล็กที่สุด
ในจำนวนทั้งหมด ส่วนชนิดสุดท้ายคือแมงดาปีกทอง คือมีสีออกเหลือง ๆ ไม่มีลายที่ขา เรียกได้ว่า แมงดาปีกทอง
มีกลิ่น หอมที่สุดในบรรดาแมงดาทั้งหมด แต่หาได้ยาก

ปากเป็นแบบเจาะดูด ลักษณะเป็นท่อยาวออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และเก็บซ่อนไว้ด้านล่างของหัว
ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลม ภาษาอีสานเรียกว่า “ไล” ใช้แทงเข้าไปในร่างกายเหยื่อแล้ว
ฉีดเอนไซม์ เยื่อเนื้อเหยื่อเพื่อดูดกินน้ำเหลวๆในตัวเหยื่อ อาหารของแมลงดานา ได้แก่ ลูกกบ ลูกอ๊อด
หรือ ฮวก ในภาษาอีสาน ลูกอึ่งอ่าง ปู ปลา กุ้ง เขียด และแมลงน้ำต่างๆ…

Read More สูตรน้ำพริกแมงดา

น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น

น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น

น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น

น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น

น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น น้ำพริกมะเขือเทศ หรือน้ำพริกบ่าเขือส้ม เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะข้น ใช้มะเขือเทศลูกเล็กเป็นส่วนผสมหลัก

ส่วนผสม

มะเขือเทศย่างไฟ 10 ลูก
พริกแห้งย่างไฟ 5 เม็ด
หอมแดงย่างไฟ 2 หัว
กระเทียมย่างไฟ 2 หัว
ปลาร้าสับย่างไฟ 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
ผักชีซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ย่างพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม และมะเขือเทศ พอสุก แกะเปลือก พักไว้
โขลกพริก เกลือ กระเทียม และหอมแดง รวมกันให้ละเอียด
ใส่ปลาร้า โขลกให้เข้ากัน
ใส่นำมะเขือเทศ โขลกเบาๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
ใช้ใบตองห่อปลาร้าสับ นำไปย่างไฟอ่อนๆ ปลาร้าจะมีกลิ่นหอมอร่อย

สรรพคุณของมะเขือเทศ

ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคหอบหืดได้มากถึง 45%
ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์
ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน
ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
มะเขือเทศมีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ
ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก
ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราหรือเชื้อราที่ปาก
ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้
ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% หากรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ
ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ในเพศหญิง
ซอสมะเขือเทศช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดหลังจากการหกล้มหรือถูกมีดบาดได้

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน
มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรัยแห่งวัย
น้ำมะเขือเทศช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
ช่วยเสริมคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนชวยบำรุงสายตา
มะเขือเทศมีเบตาแคโรทีนและฟอสฟอรัสในปริมาณมาก
มะเขือเทศช่วยในการรักษาสิว ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้าหรือฝานบาง ๆ แล้วนำมาแปะหน้าก็ได้
ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงสดใส ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้าหรือฝานบาง ๆ แล้วนำมาแปะหน้าก็ได้
มะเขือเทศใช้นำมาทำเป็นน้ำผลไม้ โดยน้ำผลไม้ที่ขึ้นชื่อก็คือน้ํามะเขือเทศดอยคํา
เป็นที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารได้หลายเมนู เช่น ข้าวผัด ซุป ยำต่าง ๆ เป็นต้น
ซอสมะเขือเทศหมักผม ด้วยการใช้มะเขือเทศหมักผมจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายน้ำในสระที่มีคลอรีน
ซอสมะเขือเทศนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามเหมือนเดิมได้ ด้วยนำซอสมะเขือเทศมาถูแล้วล้างน้ำออก
ซอสมะเขือเทศช่วยในการดับกลิ่นคาว เศษอาหาร กลิ่นปลาสลิดได้เหมือนกันนะ เพียงแค่เปิดฝาซอสทิ้งไว้ 1 คืนเท่านั้น…

Read More น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น

สูตรเด็ดน้ำพริกขิง เผ็ด อร่อย มีประโยชน์

สูตรเด็ดน้ำพริกขิง เผ็ด อร่อย มีประโยชน์

สูตรเด็ดน้ำพริกขิง

สูตรเด็ดน้ำพริกขิง

สูตรเด็ดน้ำพริกขิง น้ำพริกขิง เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะข้น ชนิดของพริกที่นิยมใช้คือ พริกขี้หนูสด และพริกหนุ่ม บ้างใช้เฉพาะพริกหนุ่ม แล้วแต่ชอบ

ส่วนผสม

พริกหนุ่มย่างไฟ 3 เม็ด
พริกขี้หนูย่างไฟ 10 เม็ด
กระเทียม 7 กลีบ
ขิงหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีการทำ

โขลก เกลือ กระเทียม และขิง รวมกันให้ละเอียด
ใส่พริกขี้หนูย่างไฟ และพริกหนุ่มย่างไฟ
โขลกรวมกันให้ละเอียด

Read More สูตรเด็ดน้ำพริกขิง เผ็ด อร่อย มีประโยชน์