ผู้เขียน: KoltenYoder

About KoltenYoder

Here are my most recent posts

ห่อนึ่งไก่สูตรล้านนา เปิดตำราอาหารล้านนา สูตรละมุนลิ้น

ห่อนึ่งไก่สูตรล้านนา เปิดตำราอาหารล้านนา สูตรละมุนลิ้น

ห่อนึ่งไก่สูตรล้านนา

ห่อนึ่งไก่สูตรล้านนา ห่อนึ่งไก่ เป็นอาหารปรุงด้วยเนื้อไก่ เป็นส่วนผสมหลัก นำมาคลุกเคล้ากับเครื่องปรุง ห่อด้วยใบตอง และนึ่งจนสุก บางสูตรใช้วิธีนำเครื่องแกงลงผัดกับน้ำมันให้หอมก่อน แล้วจึงใส่เนื้อไก่ลงไปผัดให้เข้ากัน นำไปห่อใบตอง และนึ่งเป็นลำดับต่อไป

นึ่ง หรือหนึ้ง เป็นการทำให้สุกด้วยไอน้ำร้อนในไห หรือที่สำหรับการนึ่ง มี 2 ลักษณะ คือ การนึ่งโดยตรง โดยที่อาหารนั้นไม่ต้องมีเครื่องห่อหุ้ม เช่น การนึ่งข้าว นึ่งปลา นึ่งกล้วยตาก นึ่งเนื้อตาก อีกลักษณะหนึ่ง คืออาหารนั้นจะห่อด้วยใบตองก่อน ได้แก่ การนึ่งขนมที่ห่อใบตอง เช่น ขนมจ็อก ขนมเกลือ และพวกห่อนึ่งต่างๆ อาหารที่ใช้วิธีนึ่ง มักจะเรียกตามชื่ออาหารนั้นๆ ลงท้ายด้วยนึ่ง เช่น ไก่นึ่ง ปลานึ่ง กล้วยนึ่ง

เคล็ดลับ
ใช้พริกขี้หนูสวนแห้ง หรือพริกขี้หนูยอดสนแห้ง มีรสเผ็ดที่พอดี
ถ้าชอบใบยอ ให้นำใบยอมารองใบตองก่อนตักส่วนผสมใส่ใบตอง

ส่วนผสม

เนื้อไก่บ้าน 500 กรัม
ข้าวคั่ว 1/2 ถ้วย
ใบมะกรูด 7 ใบ
ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
เครื่องแกง
พริกขี้หนูแห้ง 20 เม็ด
หอมแดง 5 หัว
กระเทียม 10 กลีบ
ข่าหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ขมิ้น 1 แว่น
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีการทำ

โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
ผัดเครื่องแกงกับน้ำมันพืชให้หอม ใส่ไก่หั่นเป็นชิ้น พอไก่สุกเติมน้ำ พอเดือด ตักใส่ชาม
ใส่ข้าวคั่ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน
ใส่ใบมะกรูดและผักชีต้นหอม คลุกเคล้าให้เข้ากัน
เตรียมใบตองกว้างประมาณ 8 นิ้ว ตัดหัวตัดท้าย นำมาซ้อนกันสองชั้น ตักส่วนผสมใส่บนใบตอง
ฉีกใบตองกว้างประมาณ 3 นิ้ว ห่อด้านนอกอีก 1 ชั้น ใช้ไม้กลัด กลัดใบตอง
ใช้กรรไกรตัดแต่งห่อใบตองให้สวยงาม
นำลงนึ่งในลังถึง ประมาณ 30 นาที

Read More ห่อนึ่งไก่สูตรล้านนา เปิดตำราอาหารล้านนา สูตรละมุนลิ้น

เข้าหนึ้งล้านนา

เข้าหนึ้งล้านนา

เข้าหนึ้งล้านนา

เข้าหนึ้งล้านนา

เข้าหนึ้งล้านนา ชาวล้านนารับประทานข้าวนึ่ง หรือเข้าหนึ้ง เป็นอาหารหลัก ทำมาจากข้าวเหนียว นำมาแช่ให้ข้าวอ่อนตัว ประมาณ 1 คืน หรือ 2-3 ชั่วโมงก็ได้ แล้วนำมานึ่งจนสุก ใช้รับประทานกับอาหารทั้ง 3 มื้อ ถ้าต้องการเก็บข้าวให้อุ่นทั้งวัน ให้เก็บในภาชนะที่เก็บความร้อน เช่น กระติกน้ำแข็ง โดยใช้ผ้าขาวรองพื้นก่อน

ส่วนผสม

ข้าวสารเหนียว 2 ลิตร
น้ำเปล่า 3 ลิตร

วิธีการทำ

นำข้าวสารเหนียวมาใส่ภาชนะเคลือบ เติมน้ำให้ท่วมข้าว แช่ไว้ประมาณ 1 คืน
ซาวข้าว โดยใส่ข้าวในซ้าหวด หรือตะกร้าไม้ไผ่สาน เปิดน้ำไหลผ่านจนน้ำซาวข้าวไม่มีสีขุ่น และมีกลิ่นน้ำซาวข้าว
ล้างไหใส่ข้าวสำหรับนึ่งให้เปียกน้ำเพื่อไม่ให้ข้าวติดไห แล้วเทข้าลงในไห
ตั้งหม้อ ใส่น้ำประมาณ 3 ลิตร ตั้งไหข้าวบนหม้อ นำเศษผ้าฝ้าย (เตี่ยวหม้อนึ่ง) ชุบน้ำวางรอบไหตรงระหว่างรอยต่อหม้อนึ่งและไหข้าว ใช้นิ้วดันให้เตี่ยวปิดช่องว่างเพื่อป้องกันไม่ให้ไอน้ำพุ่งออกมา
นึ่งข้าวใช้เวลาประมาณ 20 นาที สังเกตดูจากเมล็ดข้าวจะใส ถ้าเอามือแตะดูเมล็ดจะนิ่ม และไม่ติดมือ
เตรียมกัวะข้าว หรือฝ่าข้าว ถ้าไม่มี ใช้ถาดแทนได้ โดยเอาน้ำประพรมให้กัวะข้าวเปียกน้ำ เพื่อไม่ให้ข้าวติด
เทข้าวที่สุกแล้วลงกัวะเข้า คนข้าวกลับไปมาไปมา พอให้ไอน้ำบางส่วนระเหยออกไป เพื่อไม่ให้ข้าวแฉะ
ใส่ข้าวลงในแอ็บหรือกระติ๊บข้าว หรือภาชนะที่เก็บความร้อน เช่น กระติกน้ำแข็ง ใช้ผ้าขาวรองพื้นก่อน…

Read More เข้าหนึ้งล้านนา

น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง

น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง

น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง

น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง

น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง น้ำพริกจี้กุ่ง หรือน้ำพริกจิกุ่ง เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะค่อนข้างแห้งถึงข้น ชนิดของพริกที่นิยมใช้คือ พริกหนุ่ม หรือพริกดิบ จะใช้จี้กุ่งต้มหรือย่างไฟก็ได้ ส่วนผสมนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นต่อตัวอ่อน แตนตัวอ่อน ผึ้งตัวอ่อน ด้วง (หนอนไม้ไผ่ หรือด้วงยอดไผ่ หรือรถด่วน) ไข่มดส้ม (ไข่มดแดง) ก็ใช้สูตรการทำเหมือนกัน และเรียกชื่อน้ำพริกว่า น้ำพริกต่อ น้ำพริกแตน น้ำพริกผึ้ง น้ำพริกด้วง น้ำพริกไข่มดส้ม

น้ำพริกจี้กุ่ง หรือ น้ำพริกจิ้งหรีด เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะค่อนข้างแห้งถึงข้นชนิดของพริกที่นิยมใช้คือพริกหนุ่มหรือพริกดิบ จะใช้จี้กุ่งต้มหรือย่างไฟก็ได้ ส่วนผสมนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นต่อตัวอ่อน แตนตัวอ่อน ผึ้งตัวอ่อน ด้วง หนอนไม้ไผ่ หรือด้วงยอดไผ่ หรือรถด่วน ไข่มดส้ม (ไข่มดแดง) ก็ใช้สูตรการทำเหมือนกัน และเรียกชื่อน้ำพริกว่า น้ำพริกต่อ น้ำพริกแตน น้ำพริกผึ้ง น้ำพริกด้วง น้ำพริกไข่มดส้ม

ส่วนผสม

จี้กุ่งต้ม 7 ตัว
พริกหนุ่มย่างไฟ 7 เม็ด
กระเทียมย่างไฟ 10 กลีบ
หอมแดงย่างไฟ 5 หัว
เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ

ย่างพริกหนุ่ม หอมแดง และกระเทียมให้สุก แกะเปลือกออก พักไว้
โขลกเกลือ หอมแดง กระเทียม และพริกหนุ่ม รวมกันให้ละเอียด
ใส่จี้กุ่งต้ม โขลกคนให้เข้ากัน

พริกหนุ่ม คือ ??

พริกหนุ่มที่นำมาทำเป็นน้ำพริกหนุ่มนั้น จริงๆแล้วไม่ใช่พริกที่ยังไม่แก่ แต่เป็นชื่อพันธุ์ของพริก ชื่อพันธุ์ “พันธุ์หนุ่ม” นั่นเอง ก่อนหน้านี้แอดมินก็เข้าใจผิดนึกว่า พริกหนุ่มนึกว่าเป็นพริกที่ยังไม่แก่ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะจ๊ะ พริกหนุ่มเป็นชื่อพันธุ์ต่างหากหละ คุณสมบัติของพริกหนุ่นนั้น ไม่ว่าจะแก่หรือหนุ่ม ก็จะมีสีเขียวไม่เปลี่ยนแปลง และความเผ็ดก็จะเผ็ดน้อยกว่าพริกขี้หนู เผ็ดกว่าพริกหยวกเล็กน้อย

พริกหนุ่มเป็นชื่อพันธุ์พริกชนิดหนึ่งไม่ใช่พริกที่ยังไม่แก่ ขนาดใหญ่กว่า,เผ็ดน้อยกว่าพริกชี้ฟ้าและเล็กกว่าพริกหยวก,เผ็ดมากกว่าพริกหยวก ไม่ว่ามันจะแก่หรือจะหนุ่ม ก็เรียกพริกหนุ่ม แก่จัดแล้วก็ยังเป็นสีเขียวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเป็นสีแดงพริกหนุ่มไม่มีขายในกทม. เคยไปอยู่กทม.หลายปีหาซื้อพริกหนุ่มมาทำน้ำพริกหนุ่มไม่เจอ ลักษณะพิเศษของพริกหนุ่มที่ไม่สามารถเอาพริกชีฟ้าหรือพริกหยวกมาแทนได้ก็คือ เมื่อเอามาปิ้งหรือหมกในไฟปนขี้เถ้าเพื่อทำให้สุกสามารถลอกเปลือกออกได้แต่พริกชี้ฟ้าทำไม่ได้ เคยพยายามเอาพริกอย่างอื่นมาทำแทนยังไม่สำเร็จก็เลยต้องยอมแพ้กลับมากินที่เชียงใหม่ให้หายคิดถึง”น้ำพริกหนุ่ม”
แล้วถ้ามาเชียงใหม่หรือทางเหนือรอบนอก(บ้านนอก)ก็จะไม่มีพริกชี้ฟ้าสีเขียวๆแดงๆขายเหมียลกัลลล นอกจากตลาดในเมือง เคยหาซื้อหามาใส่แกงไทยๆ หาไม่เจอ…

Read More น้ำพริกจี้กุ่งสูตรแม่ยายคนเมือง

สูตรน้ำพริกแมงดา

สูตรน้ำพริกแมงดา

สูตรน้ำพริกแมงดา

สูตรน้ำพริกแมงดา ส่วนผสมสำหรับทำน้ำพริกแมงดา

กะปิ 1 ช้อนโต้ะ
แมงดานา 1 ตัว
กระเทียม 1 หัว
พริกสด 10 เม็ด
มะอึก 1 ผล
น้ำปลา
น้ำมะนาว
น้ำตาลปี๊บ
ผักสด

วิธีทำน้ำพริกแมงดา

นำมะอึกมาขูดผิวและล้างน้ำให้สะอาด
นำกะปิ ห่อใบตอง ปิ้งให้สุก พร้อมกับปิ้ง พริก กระเทียม และ แมงดานา ให้สุก
โขรก กะปิ พริก กระเทียม แมงดานา และ มะอึก ให้ละเอียด
จากนั้นปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล และ น้ำมะนาว ตามใจชอบ ทานกับ ผักสด เช่น แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือ ผักกาดขาว เป็นต้น

เคล็ดลับการทำน้ำพริกแมงดา

ให้นำพริกแห้งไปคั่วให้หอมก่อน โดยต้องใส่เกลือลงไปด้วย เพื่อลดความแสบร้อน การที่พริกโดนความร้อน จะทำให้พริกมีความหอม

แมลงดานาเป็นจำพวกมวนน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวโตเต็มที่มีขนาดประมาณ 3-4 นิ้ว ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย
มีลำตัวยาวเป็นรูปไข่ ด้านท้อง และทางด้านหลังมีลักษณะแบน หัวสีน้ำตาลแก่ปนเขียว ตาลสีดำ

จากประสบการณ์ งมแมงดา ตามท้องไร่ท้องนามา กว่า 15 หยก ๆ 16 หย่อน ๆ ในประเทศไทย มีแมงดานาอยู่ 3 ชนิด
แมงดานา ชนิดสีน้ำตาลดำ ชนิดขอบปีก ลาย และแมงดาปีกทอง
ชนิดที่เราเห็นจนชินตา คือ ชนิดสีน้ำตาลดำ พวกนี้ตัวใหญ่ที่สุด ชนิดขอบปีกลาย คือ มีลายที่ขอบของปีก ตัวเล็กที่สุด
ในจำนวนทั้งหมด ส่วนชนิดสุดท้ายคือแมงดาปีกทอง คือมีสีออกเหลือง ๆ ไม่มีลายที่ขา เรียกได้ว่า แมงดาปีกทอง
มีกลิ่น หอมที่สุดในบรรดาแมงดาทั้งหมด แต่หาได้ยาก

ปากเป็นแบบเจาะดูด ลักษณะเป็นท่อยาวออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และเก็บซ่อนไว้ด้านล่างของหัว
ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลม ภาษาอีสานเรียกว่า “ไล” ใช้แทงเข้าไปในร่างกายเหยื่อแล้ว
ฉีดเอนไซม์ เยื่อเนื้อเหยื่อเพื่อดูดกินน้ำเหลวๆในตัวเหยื่อ อาหารของแมลงดานา ได้แก่ ลูกกบ ลูกอ๊อด
หรือ ฮวก ในภาษาอีสาน ลูกอึ่งอ่าง ปู ปลา กุ้ง เขียด และแมลงน้ำต่างๆ…

Read More สูตรน้ำพริกแมงดา

น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น

น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น

น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น

น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น

น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น น้ำพริกมะเขือเทศ หรือน้ำพริกบ่าเขือส้ม เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะข้น ใช้มะเขือเทศลูกเล็กเป็นส่วนผสมหลัก

ส่วนผสม

มะเขือเทศย่างไฟ 10 ลูก
พริกแห้งย่างไฟ 5 เม็ด
หอมแดงย่างไฟ 2 หัว
กระเทียมย่างไฟ 2 หัว
ปลาร้าสับย่างไฟ 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
ผักชีซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ย่างพริกแห้ง หอมแดง กระเทียม และมะเขือเทศ พอสุก แกะเปลือก พักไว้
โขลกพริก เกลือ กระเทียม และหอมแดง รวมกันให้ละเอียด
ใส่ปลาร้า โขลกให้เข้ากัน
ใส่นำมะเขือเทศ โขลกเบาๆ คลุกเคล้าให้เข้ากัน

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
ใช้ใบตองห่อปลาร้าสับ นำไปย่างไฟอ่อนๆ ปลาร้าจะมีกลิ่นหอมอร่อย

สรรพคุณของมะเขือเทศ

ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับโรคหอบหืดได้มากถึง 45%
ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์
ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด เลือดออกตามไรฟัน
ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
มะเขือเทศมีฤทธิ์ในการช่วยขับปัสสาวะ
ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ
ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดภาวะเส้นเลือดตีบ การเกิดโรคหัวใจวาย สำหรับผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ
ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
ช่วยในระบบย่อยในกระเพาะอาหารและช่วยในการขับถ่ายอุจจาระได้สะดวก
ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราหรือเชื้อราที่ปาก
ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งลำไส้
ช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% หากรับประทานมะเขือเทศเป็นประจำ
ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งรังไข่ในเพศหญิง
ซอสมะเขือเทศช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดหลังจากการหกล้มหรือถูกมีดบาดได้

ประโยชน์ของมะเขือเทศ

ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่นสดใส ไม่แห้งกร้าน
มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดและชะลอการเกิดริ้วรัยแห่งวัย
น้ำมะเขือเทศช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย
ช่วยเสริมคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง
มีวิตามินเอซึ่งมีส่วนชวยบำรุงสายตา
มะเขือเทศมีเบตาแคโรทีนและฟอสฟอรัสในปริมาณมาก
มะเขือเทศช่วยในการรักษาสิว ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้าหรือฝานบาง ๆ แล้วนำมาแปะหน้าก็ได้
ช่วยทำให้ผิวหน้าเต่งตึงสดใส ด้วยการนำน้ำมะเขือเทศมาพอกผิวหน้าหรือฝานบาง ๆ แล้วนำมาแปะหน้าก็ได้
มะเขือเทศใช้นำมาทำเป็นน้ำผลไม้ โดยน้ำผลไม้ที่ขึ้นชื่อก็คือน้ํามะเขือเทศดอยคํา
เป็นที่นิยมนำมาทำเป็นอาหารได้หลายเมนู เช่น ข้าวผัด ซุป ยำต่าง ๆ เป็นต้น
ซอสมะเขือเทศหมักผม ด้วยการใช้มะเขือเทศหมักผมจะช่วยป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายน้ำในสระที่มีคลอรีน
ซอสมะเขือเทศนำมาใช้ขัดเครื่องประดับเงินชิ้นโปรดของคุณให้เงางามเหมือนเดิมได้ ด้วยนำซอสมะเขือเทศมาถูแล้วล้างน้ำออก
ซอสมะเขือเทศช่วยในการดับกลิ่นคาว เศษอาหาร กลิ่นปลาสลิดได้เหมือนกันนะ เพียงแค่เปิดฝาซอสทิ้งไว้ 1 คืนเท่านั้น…

Read More น้ำพริกมะเขือเทศสูตรละมุนลิ้น

สูตรเด็ดน้ำพริกขิง เผ็ด อร่อย มีประโยชน์

สูตรเด็ดน้ำพริกขิง เผ็ด อร่อย มีประโยชน์

สูตรเด็ดน้ำพริกขิง

สูตรเด็ดน้ำพริกขิง

สูตรเด็ดน้ำพริกขิง น้ำพริกขิง เป็นน้ำพริกที่มีลักษณะข้น ชนิดของพริกที่นิยมใช้คือ พริกขี้หนูสด และพริกหนุ่ม บ้างใช้เฉพาะพริกหนุ่ม แล้วแต่ชอบ

ส่วนผสม

พริกหนุ่มย่างไฟ 3 เม็ด
พริกขี้หนูย่างไฟ 10 เม็ด
กระเทียม 7 กลีบ
ขิงหั่น 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา

วิธีการทำ

โขลก เกลือ กระเทียม และขิง รวมกันให้ละเอียด
ใส่พริกขี้หนูย่างไฟ และพริกหนุ่มย่างไฟ
โขลกรวมกันให้ละเอียด

Read More สูตรเด็ดน้ำพริกขิง เผ็ด อร่อย มีประโยชน์

ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด สูตรละมุนลิ้น

ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด สูตรละมุนลิ้น

ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด

ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด

ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด ยำเตา หรือบ้างเรียกตำเตา อ่านว่า ต๋ำเตา เครื่องปรุงหลักคือ เทา เป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่งที่ขึ้นในน้ำตามทุ่งนา มีเครื่องปรุงที่ต่างไปจากยำผักกุ่มดอง ยำผักกาดส้ม ยำผักกาดดอง คือใช้ มะแว้ง มะเขือขื่น มะเขือพวง แทนมะเขือเปราะ และมีปูนาต้ม และใบขิงอ่อนเพิ่มเข้ามา นิยมใช้พริกแต้สดเป็นเครื่องปรุง

ส่วนผสม

เตา 2 ถ้วย
ปูนา 20 ตัว
มะแว้ง 20 ลูก
ตะไคร้ซอย 1/2 ถ้วย
พริกขี้หนู 25 เม็ด
มะเขือพวง 20 ลูก
มะเขือขื่นซอย 1 ถ้วย
ใบขิงซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ข่าหั่น 1 ช้อนชา
ปลาร้าต้มสุก 4 ช้อนโต๊ะ
กะปิ 1 ช้อนชา
ผักไผ่ซอย 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
เครื่องเคียง
ผักบุ้ง
ยอดมะระขี้นก
ผักจุมปา
ผักแว่น
กระถิน

วิธีการทำ
1 ล้างเตาให้สะอาด หั่นพอหยาบ พักไว้
2 ต้มน้ำปลาร้าและกะปิรวมกัน ใส่เตาลงในหม้อ คนให้เข้ากัน พักไว้ให้เย็น
3 โขลกกระเทียม ข่า พริกขี้หนู (15 เม็ด) ตะไคร้ แล้วตามด้วยปู
4 ใส่ส่วนผสมที่โขลกเสร็จแล้ว ลงในหม้อเตา แล้วคนให้เข้ากัน
5 ใส่มะแว้ง ตะไคร้ มะเขือขื่น มะเขือพวง พริกขี้หนูซอย ใบขิงซอย และผักไผ่

เคล็ดลับในการปรุง
ก่อนจะนำเตาผสมเครื่องยำ ควรทิ้งเตาไว้ให้เย็นก่อนปรุง

เคล็ดลับในการเลือกส่วนผสม
นอกจากจะใช้ปูนาแล้ว ยังสามารถใช้ปลานา แทนได้…

Read More ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด สูตรละมุนลิ้น

ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น

ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น


ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น

ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น

ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น ตำมะเขือ หรือ ตำบ่าเขือ อ่านว่า ต๋ำบ่าเขือ เป็นตำรับอาหาร ที่มีวิธีการปรุง ที่เรียกว่า ตำ คือการนำเอาส่วนผสม คือมะเขือย่างไฟ แกะเปลือกออก แล้วนำมาโขลกรวมกันเครื่องปรุง รับประทานกับไข่ต้มและใบสะระแหน่

ส่วนผสม

มะเขือยาว 2 ลูก
ไข่ไก่ 1 ฟอง
สะระแหน่ 3 ยอด
ต้นหอม 1 ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้า 1 เม็ด
กระเทียม 5 กลีบ
หอมแดง 5 หัว
กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ
ปลาร้า 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

โขลกพริก กระเทียม หอมแดง ปลาร้า และกะปิ ที่เผา และแกะเปลือกแล้ว ให้ละเอียด
ใส่มะเขือยาวเผาที่แก้เปลือกแล้ว ลงโขลกรวมกัน คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน รับประทานกับไข่ต้มและใบสะระแหน่

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
ส่วนผสมทุกชนิด ต้องนำมาเผากับถ่านให้สุก จึงจะทำให้ตำมะเขือมีกลิ่นหอม
สำหรับปลาร้า ให้นำใบตองมาห่อก่อนย่างไฟ

สรรพคุณของมะเขือยาว

ช่วยในการขับถ่าย มะเขือยาวเป็นผักที่มีไฟเบอร์อยู่ราว ๆ 3-5% ซึ่งถือว่าเป็นผักที่มีไฟเบอร์สูงพอตัวและช่วยในการขับถ่ายได้ โดยเราจะเห็นได้ชัดว่าใยอาหารของมะเขือยาวค่อนข้างมีอยู่มากจริง ๆ อย่างเวลานำมะเขือยาวไปตำน้ำพริกก็จะเห็นใยอาหารของมะเขือยาวเป็นเส้น ๆ เลยเนอะ
ลดคอเลสเตอรอล รศ. ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า มะเขือยาวมีใยอาหารค่อนข้างจะมาก ข้อดีนี้ก็ส่งผลให้มะเขือยาวเป็นผักที่มีส่วนช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ เพราะใยอาหารจะไปช่วยดักจับคอเลสเตอรอล แต่ผักอื่น ๆ ก็ช่วยได้เช่นกัน จึงแนะนำให้รับประทานอาหารที่หลากหลาย และครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการนะคะ
เป็นอาหารลดน้ำหนัก เนื่องด้วยมะเขือยาวปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 25 กิโลแคลอรีเท่านั้น มะเขือยาวจึงจัดเป็นผักลดความอ้วนอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะในมะเขือยาวเองก็มีไฟเบอร์เยอะ ช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น และช่วยในการขับถ่ายด้วย

ต้านอนุมูลอิสระ สำหรับมะเขือยาวสีม่วงหรือมะเขือม่วงก็จะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ผัก-ผลไม้สีม่วง และมีในมะเขือยาวสีม่วงโดยเฉพาะเปลือกของมะเขือยาวผลสีม่วงเข้ม ๆ ก็จะมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้อยู่มากเช่นกัน
ช่วยปรับสมดุลระบบต่าง ๆ ในร่างกาย นอกจากมะเขือยาวจะมีไฟเบอร์ที่อาจจะช่วยดักจับไขมันในเส้นเลือดแล้ว มะเขือยาวยังเป็นแหล่งที่ดีของโพแทสเซียม ธาตุอาหารที่สำคัญต่อการทำงานในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นความสมดุลของระบบความดันโลหิต การทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ อีกทั้งโพแทสเซียมยังมีส่วนช่วยควบคุมความสมดุลของอิเล็กโตรไลต์และกรด-เบสในร่างกายด้วยนะคะ

Read More ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น

ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ รสเด็ด อร่อยถึงใจ

ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ  รสเด็ด อร่อยถึงใจ

ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ

ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ

ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ ตำมะละกอ หรือตำบ่ากล้วยเตส หรือส้มตำ นั่นเอง ชาวล้านนานิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง รับประทานกับข้าวเหนียวก็ได้ หากนำมะละกอมาฝานเป็นแผ่นบาง นำไปคลุกกับเครื่องปรุง ได้แก่ พริกแห้ง กะปิ กระเทียมโขลกให้ละเอียด ผสมกับปลาร้าต้มสุกหรือปลาร้าเคี่ยว โดยไม่นำมะละกอมาตำ เรียกว่า หลู้บ่ากล่วยเตส

ส่วนผสม

มะละกอดิบ 100 กรัม
พริกขี้หนู 10 เม็ด
กระเทียม 5 กลีบ
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
ปลาร้าต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ปอกเปลือกมะละกอ สับเป็นเส้นๆ พักไว้
โขลก กระเทียม และพริกขี้หนู พอแตก
ใส่ปลาร้า น้ำตาลปี๊บ ถั่วคั่ว โขลกให้เข้ากัน
ใส่น้ำมะขามเปียก
ใส่มะละกอ โขลกและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
เคล็ดลับ มะละกอต้องปอกเปลือกออกให้หมด เพื่อป้องกันมิให้ตำมีรสขม

รู้ไว้ใช่ว่า…

มะละกอ เป็นพืชที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลเพราะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกากลาง ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้นก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้มีชาวสเปนและชาวโปรตุเกตนำเอามะละกอเข้ามาปลูกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านเรา ท่านทูตนีโกลา แฌร์แวซ และซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2185-2272) ได้เขียนบันทึกไว้ว่าได้รู้จักกับมะละกอซึ่งกลายเป็นพืชพื้นเมืองของสยาม แต่ในตอนนั้นเรียกว่าผรั่งก็เรียกว่า Melon (แตงไทย)

นอกจากนั้นแล้วในปี พ.ศ. 2475-2479 รัฐบาลไทยสนับสนุนคนไทยให้มีการเพาะปลูกมะละกอ เพื่อเอายางส่งไปขายต่างประเทศ โดยนำไปผลิตเป็นหมากฝรั่ง มีการเพาะปลูกมะละกอเรียงรายไปตามถนนมิตรภาพ และเคยมีศูนย์คัดแยกพันธ์มะละกออยู่ที่ตำบลทับกวาง อําเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างศรีลังกาในสมัยนั้น มียอดการส่งออกยางมะละกอไปที่สหรัฐอเมริกามากกว่าปีละ 300,000 บาทเลยทีเดียว

นอกจากนั้นยังไม่มีวัตถุดิบอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “พริก” โดยที่พริกนั้นได้เข้ามาในประเทศไทยของเราก็เมื่อตอนที่ชาวชาวฮอลันดาได้นำพริกเข้ามาปลูกในประเทศไทย ซึ่งพริกนั้นเป็นวัตถุดิบหลักอีกอย่างที่ทำให้รสชาติของส้มตำนั้นมีความจัดจ้าน เผ็ดร้อน แซ่บถึงใจ

หากจะเจาะลึกถึงความเป็นมาส้มตำ ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นนำมะละกอมาขูดเป็นเส้นๆ แล้วตำรวมกับเครื่องปรุงอื่น ก็เป็นเรื่องยากเพราะไม่มีหลักฐานการบันทึกไว้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำราอาหารไทยที่เก่าแก่อย่าง “ตำราอาหารแม่ครัวหัวป่าก์” ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ถูกตีพิมพ์ออกมาใน พ.ศ 2451 แต่ในนั้นไม่ได้มีการพูดถึงส้มตำไว้เลย วรรณกรรมที่พูดถึงส้มตำก็คือ ตำรับสายเยาวภา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ที่มีกล่าวถึงข้าวมันส้มตำที่เสิร์ฟเป็นชุดๆ รสชาววังนุ่มนวลไม่จัดจ้าน แต่เป็นอาหารที่ทานกันในโอกาสพิเศษซะมากกว่า

ดังนั้นส้มตำจึงไม่ได้เป็นอาหารเก่าแก่โบราณอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ อาหารจานแซ่บนี้น่าจะมีอายุราวๆ 60 ต้นๆ หลังจากสิ้นสุดสงครามครั้งที่ 2 ก็มีการสร้างสนามมวยราชดำเนินขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2488 ซึ่งตอนนั้นชาวอีสานก็ได้มีการอพยพมาอยู่กรุงเทพกันมากขึ้น โดยมีการปลูกสร้างบ้านเรื่อนหรืออาศัยกันอยู่แถวนั้นจนกลายเป็นแหล่งชุมชนของคนอีสาน คนกรุงเทพสมัยนั้นไม่ได้หาอาหารรสแซ่บของชาวอีสานกันได้ง่ายๆ เหมือนในปัจจุบัน ถ้าอยากทานต้องเดินทางมาที่แถวๆ สนามมวยราชดำเนินเท่านั้น

คนที่จะพอยืนยันประวัติส้มตำได้ว่า ในราว พ.ศ. 2493 เริ่มมีการขายส้มตำกันแล้วคือคุณด้วงทอง เจ้าของร้านส้มตำไก่ย่างผ่องแสง ซึ่งตอนนั้นทำงานเป็นลูกมือตำส้มตำในร้านเฟื่องฟู ได้รับค่าจ้างเดือนละ 50 บาท พอขายดิบขายดีนายจ้างก็เพิ่มเงินเดือนให้เรื่อยๆเป็นหลายร้อยบาท จนคุณด้วงทองเก็บหอมรอมริบจนตั้งตัวได้ เมื่อปี พ.ศ. 2501 จึงได้ซื้ออาคารพานิชย์แล้วกลายมาเป็นร้านส้มตำไก่ย่างผ่องแสงจนกระทั่งทุกวันนี้ …

Read More ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ รสเด็ด อร่อยถึงใจ

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด ตำมะม่วง หรือตำบ่าม่วง เป็นตำรับอาหาร ที่มีวิธีการปรุง ที่เรียกว่า ตำ คือการนำเอาส่วนผสม คือมะม่วงดิบสับ แล้วนำมาโขลกรวมกันเครื่องปรุง คลุกเคล้าให้เข้ากัน นิยมรับประทานกับใบชะพลู ผักชะอม ผักบุ้ง เถาตดหมูตดหมา ดอกผักฮ้วนหมู หน่อข่า จี๋กุ๊ก (ดอกข่าแดง) เครื่องปรุงตำมะม่วงนี้ ใช้กับตำกระท้อน ตำมะยม ตำมะปราง ได้ด้วย

ส่วนผสม

มะม่วง 200 กรัม
พริกขี้หนูแห้งย่างไฟ 5 เม็ด
กระเทียม 5 กลีบ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
ปลาแห้งป่น 2 ช้อนโต๊ะ
ปลาร้าต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ปอกเปลือกมะม่วง ขูดเป็นเส้นๆ พักไว้
โขลกกระเทียม ตามด้วยพริกแห้ง
ใส่ปลาร้า และน้ำตาลปี๊บ โขลกให้เข้ากัน
ใส่ปลาป่น
ใส่มะม่วงลงโขลกและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
ควรย่างพริกขี้หนูแห้งก่อน เพื่อให้ตำมะม่วงมีกลิ่นหอม

มะม่วง มีแร่ธาตุและวิตามินที่มีประโยชน์ขนาดนี้ แล้วคุณประโยชน์ล่ะจะมีมากขนาดไหนกัน บอกได้เลยว่าเพียบ !

ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต มะม่วงเป็นผลไม้ที่สามารถลดระดับความดันโลหิตได้ เพราะในมะม่วงมีสารอาหารที่สำคัญต่อระบบการไหลเวียนของเลือดอย่­­­างโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ทำให้ระดับความดันโลหิตถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่ปกติ นอกจากนี้มะม่วงยังมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนเพศอีกด­­­้วย
ป้องกันโรคมะเร็ง สารประกอบฟีนอล ที่พบในมะม่วงอย่างเช่น เควอซิทิน (Quercetin) ไอโซเควอซิทริน (isoquercitrin) แอสตรากาลิน (astragalin) ไฟเซติน (fisetin) เมทิลแกทเลท (methylgallat) มีฤทธิ์เป็นสารต้านนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่ในการตอต้านการเก­ิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ในมะม่วงก็ยังมีเพคติน (pectin) สูง และมีผลการวิจัยพบว่าสารเพคตินนี่ล่ะที่มีผลต่อการป้องกันการเก­­­ิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้
ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารขอแนะนำให้รับประทานมะม่วง­­­เลยล่ะ เพราะในมะม่วงนั้นมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายโปรตีนให้ง่ายต่อการ­­­ดูดซึมของร่างกาย ขณะที่ไฟเบอร์ในมะม่วงก็สามารถช่วยในการย่อยอาหารได้อีกด้วยล่ะ­­­
ป้องกันโรคหัวใจ

ประโยชน์ของมะม่วง ผลไม้มากคุณค่า ไม่คว้าไว้จะเสียใจ

      วิตามินเอและวิตามินอีในมะม่วงรวมทั้งซีลีเนียม (Selenium) สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ ไม่เพียงเท่านั้นในมะม่วงยังมีวิตามินบี 6 ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจด้วยการลดระดับโฮโมซิสเตอีน (Homocysteine) เพราะเจ้าโฮโมซิสเตอีนนี่เป็นกรดอะมิโนที่สามารถสร้างความเสียห­­­ายให้กับผนังหลอดเลือดได้ อันเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเองค่ะ
  1. ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ในร่างกาย เพคตินและวิตามินซีในมะม่วงเป็นพระเอกที่ขาดไม่ได้เลย เพราะสารอาหารทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในร่างกายได้ แต่ทั้งนี้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไข่มันในเลือดสูงก็ควรจะปรึกษาแพทย­์ก่อนจะรับประทานจะดีกว่าค่ะ
  2. บำรุงสมอง วิตามินบี 6 ในมะม่วงนอกจากจะช่วยป้องกันโรคหัวใจแล้ว ก็ยังช่วยป้องกันและสร้างเสริมการทำงานของสมอง เพราะเจ้าวิตามินบี 6 นี้มีส่วนสำคัญในการทำงานของสารสื่อประสาทที่มีส่วนช่วยในการกำ­หนดอารมณ์และรูปแบบในการนอนหลับ การเติมมะม่วงลงไปในอาหารจะช่วยให้ร่างกายได้รับกลูตาไมน์ (Glutamine) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้สมองสามารถจดจำและมีสมาดีขึ้น และยังทำให้เซลล์สมองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
  3. รักษาโรคเบาหวาน โรคเบาหวาน วิธีการดูแลตัวเองที่ดีที่สุดคืออการไม่รับประทานของหวาน ซึ่งมะม่วงก็เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงแต่ขอบอกไว้เลยว่ามะม่วงนี­­­่ล่ะช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ เพียงแค่นำใบมะม่วง 10-15 ใบแช่ลงในน้ำอุ่นและปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นในตอนเช้­านำน้ำนี้มาดื่มในขณะที่ท้องว่าง จะสามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ วิธีนี้สามารถรับประทานได้ทั้งคนที่เป็นเบาหวานหรือไม่เป็นก็ได้­ หากผู้ที่มีสุขภาพปกติดื่มน้ำแช่ใบมะม่วงก็จะยิ่งช่วยป้องกันโร­­­คเบาหวานได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
  4. บำรุงสายตา มะม่วงมีวิตามินเอสูง ดังนั้นจึงช่วยบำรุงสายตาให้ยังใสปิ๊งปั๊งอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยป้องการการเสื่อมของจอประสาทตาเมื่ออายุ­­­มากขึ้นได้อีกด้วยค่ะ
  5. บำรุงผิวพรรณ ต้องยกความดีความชอบให้กับวิตามินเออีกครั้งเพราะวิตามินเอในมะ­­­ม่วงนั้นมีคุณประโยชน์เพียบพร้อมจริง ๆ แม้แต่ในเรื่องผิวพรรณ การรับประทานมะม่วงทำให้เราได้รับวิตามินเอที่ช่วยกระตุ้นการให­­­ลเวียนของเลือดในเนื้อเยื่อและผิวหนัง ช่วยให้การอุดตันของรูขุมขนลดลงส่งผลให้ผิวพรรณเรียบเนียนได้ค่­­­ะ
  6. รักษาสิว

ประโยชน์ของมะม่วง ผลไม้มากคุณค่า ไม่คว้าไว้จะเสียใจ

      หากใครไม่ชอบทานมะม่วงแต่ก็อยากรักษาสิวให้หายโดยไม่พึ่งยาละก็­­­ลองหันมาใช้มะม่วงในการรักษาได้ค่ะ เพราะเนื้อมะม่วงนี้แม้เราจะไม่ได้รับประทานแต่ก็สามารถใช้บำรุ­­­งผิวพรรณ ลดสิวบนใบหน้าที่กวนใจได้ เพียงฝานมะม่วงบาง ๆ วางใบหน้าทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นล้างออก วิตามินเอในมะม่วงก็ช่วยลดการเกิดสิวได้เป็นปลิดทิ้งเลย
  1. รักษาโรคโลหิตจางในหญิงที่ตั้งครรภ์ มะม่วงเปรี้ยว ๆ ถือเป็นของที่ถูกใจว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เพราะช่วยรักษาอาการแพ้ท้องได้เป็นอย่างดี แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามะม่วงมีดีเพียงแค่นั้น เพราะมะม่วงก็มีธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อหญิงที่กำลังตั้งครรภ์เช่นเดียวกัน­­­ เพราะหญิงตั้งครรภ์นั้นมักจะเกิดภาวะโลหิตจางได้ง่าย และการรับประทานมะม่วงก็จะช่วยให้ธาตุเหล็กอันเป็นสาเห­ตุของโรคโลหิตจางมีระดับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ปกติค่ะ
  2. สร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย มะม่วงมีสารเบต้าแคโรทีมเช่นเดียวกับผักผลไม้มีสีส้มและสีเหลือ­งอื่น ๆ เช่น แครอท เป็นต้น โดยสารเบต้าแคโรทีนนั้นเป็นสารแคโรทีนอยด์อันมีคุณสมบัติในการส­­­ร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ฉะนั้นถ้าไม่อยากป่วยง่ายก็ควรจะรับประทานมะม่วงเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับสารพิษและแบคทีเรียต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
Read More สูตรตำมะม่วงรสเด็ด