หมวดหมู่: Uncategorized

แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา รับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริก

แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา รับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริก
แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา

แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา

แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา แคบหมู เป็นอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา ใช้รับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริก ขนมจีนน้ำเงี้ยว ใช้เป็นส่วนผสมในการตำน้ำพริก หรือแกง เช่น แกงบอน แกงผักตำลึง (แกงผักแคบ) แกงหน่อไม้ แคบหมูมีทั้งชนิดติดมัน และไม่ติดมัน ที่เรียกกันว่า แคบหมูไร้มัน ชาวล้านนาดั้งเดิม นิยมรับประทานแคบหมูเป็นอาหาร มากกว่าเป็นเครื่องแนม

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
ใช้หนังหมูส่วนสันหลังหรือหนังสะโพก ใช้หมูที่มีอายุประมาณ 4 เดือน หนังหมูต้องสดไม่มีกลิ่น เก็บไว้ในตู้เย็นได้นาน 15 วัน

แคบหมูเป็นอาหารสำเร็จรูปชนิดหนึ่ง ซึ่งต้องนำหนังหมูมาผ่านการทำให้พองตัว การบริโภคแคบหมูอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ชาวไทยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาจนำมาบริโภคในรูปของอาหารคาวโดยตรง ใช้เป็นเครื่องจิ้มกับน้ำพริกต่าง ๆ หรือรับประทานร่วมกับขนมจีนน้ำเงี้ยว ซึ่งเป็นอาหารท้องถิ่นของชาวไทยภาคเหนือ นอกจากนี้ยังสามารถนำแคบหมูมาบริโภค เป็นกับแกล้มสำหรับเครื่องดื่มประเภทสุราหรือเบียร์การผลิตแคบหมูโดยทั่วไปจะเริ่มจากการเปลี่ยนคอลลาเจน (collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนส่วนใหญ่ในหนังหมู โดยเฉพาะบริเวณหนังชั้นใน (dermis หรือ corium) ให้เป็นเจลาติน (gelatin) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่สามารถกักเก็บความชื้นเอาไว้ภายใน การเปลี่ยนคอลลาเจนเป็นเจลาตินนี้ จะต้องใช้ความร้อนชื้น (moist heat) เช่น การต้มหนังหมูในน้ำเดือดจนหนังหมูเหล่านั้นสุก ต่อมาจะต้องทำให้ผิวหน้าของหนังหมูเกิดความแข็ง (case hardening) ขึ้น โดยการเคี่ยว (rendering) หนังหมูในน้ำมันที่อุณหภูมิไม่สูงมากนัก นอกจากนี้การเคี่ยวยังเป็นการลดความชื้นของหนังหมูลงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้หนังหมูมีความชื้นภายในที่เหมาะสม สำหรับการพองตัว การทำให้ผิวหนังของหนังหมูมีความแข็ง เพียงพอที่สามารถทนต่อแรงดันที่เกิดขึ้นในขณะทอดให้พองตัว ทำให้โครงสร้างของแคบหมูไม่ยุบตัวลงมากในระหว่างการทอดให้พองตัว นอกจากนี้การทำให้ผิวหน้าของหนังหมูแข็งตัวอย่างพอเหมาะ จะมีผลต่อความกรอบของแคบหมูด้วยผู้ผลิตแคบหมูบางรายอาจนำหนังหมูที่ผ่านการต้มให้สุกแล้วมาผึ่งแดดให้แห้ง ก่อนการเคี่ยวเพราะเจลาตินที่เกิดขึ้นในระหว่างการต้มหนังหมูนั้น มีลักษณะเหนียวเมื่อมีความชื้นสูง แต่ความเหนียวของเจลาตินจะลดลงเมื่อยู่ในสภาพที่มีความชื้นต่ำ และการทำให้หนังหมูแห้งลงก่อนการเคี่ยวจะเป็นการป้องกันการกระเด็นของน้ำมันในขณะเคี่ยวได้เป็นอย่างดี เมื่อเคี่ยวจนผิวหน้าของหนังหมูแข็งตัวแล้ว จะนำหนังหมูไปทอดให้พองตัวในน้ำมันที่ร้อนจัด เพราะในขณะทอดจะทำให้ไอน้ำที่ถูกกักไว้ในเจลาตินเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และเกิดแรงดันขึ้นภายในหนังหมู ทำให้หนังหมูพองตัวได้

ส่วนผสม

หนังหมูติดมัน 2 กิโลกรัม
เกลือ 1 ช้อนชา
ซีอิ้วดำ 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันหมู 2 กิโลกรัม

วิธีการทำ

สับหนังหมูขนาด 1 x 6 นิ้ว
ใส่ซีอิ๊วดำและเกลือ คลุกเคล้ากับหนังหมูในกระทะให้เข้ากัน หมักไว้ประมาณ 10 นาที
ใส่น้ำมันลงในกระทะหนังหมู ตั้งไฟอ่อนๆ
พอหมูตึงตัว ให้ทอดต่อไปเรื่อยๆ ประมาณ 30 นาที
ตักหมูขึ้น พักไว้ประมาณ 10 นาที
หนังหมูในน้ำมันร้อนจัดอีกครั้งหนึ่ง ทอดจนหนังหมูเหลืองและกรอบ
ตักขึ้นพักไว้ให้เย็น รอบรรจุในถุงเพื่อรักษาความกรอบของแคบหมูไว้

Read More แคบหมูอาหารขึ้นชื่อของชาวล้านนา รับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริก

จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ บางแห่งเรียก หมูส้ม

จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ  บางแห่งเรียก หมูส้ม
จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ

จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ สามารถนำมารับประทานเป็นกับข้าว โดยนำไปย่างไฟทั้งห่อ

จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ จิ๊นส้ม หรือ แหนม ทำมาจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย เรียกชื่อตามเนื้อสัตว์ เช่น จิ๊นส้มหมู จิ๊นส้มงัว จิ๊นส้มก้าง ปัจุจุบัน นิยมใช้เนื้อหมู บางแห่งเรียก หมูส้ม สามารถนำมารับประทานเป็นกับข้าว โดยนำไปย่างไฟทั้งห่อ เรียกว่า จิ๊นส้มหมก หรือนำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น คั่วจิ๊นส้มใส่ไข่ เจียวผักปลัง และคั่วฟักเพกาอ่อน

“แหนม” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 บอกความหมายว่า “แหนม น. อาหารอย่างหนึ่ง ทำด้วยหมู หมักให้เปรี้ยว” เป็นอาหารหมักดองที่คนไทยคุ้นเคยกันดีมานับแต่อดีต เป็นกรรมวิธีในการถนอมอาหารจากเนื้อสัตว์เพื่อที่จะทำให้เก็บได้นานขึ้น และยังได้อาหารชนิดใหม่ที่มีรสชาติใหม่

คนไทยในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลางทำแหนมกันแพร่หลาย โดยเรียกชื่อแตกต่างกันไปซึ่งไม่ว่าจะเรียกอย่างไรล้วนมีความหมายถึงรสเปรี้ยวที่แฝงอยู่ ภาคเหนือจะเรียกว่า “จิ๊นส้ม” หมายถึง เนื้อสัตว์ที่มีรสส้ม คือ รสเปรี้ยว มีทั้งจิ๊นส้มหมู จิ๊นส้มวัว และจิ๊นส้มควาย

ชาวอีสานก็กินแหนมกันมากและมีรูปแบบหลากหลาย ทั้งแหนมหมูอย่างปกติเรียกว่า “หมูส้ม” หรือ “ส้มหมู” ไส้กรอกอีสานที่ใช้กรรมวิธีเดียวกันเพียงแต่ยัดลงไปในไส้หมู แถวเมืองพล จังหวัดขอนแก่น มี “หม่ำ” ที่ขึ้นชื่อ มีทั้งหม่ำหมู และหม่ำวัว โดยจะผสมตับลงไปด้วย หม่ำจะนิยมใส่ข้าวคั่วต่างจากการทำแหนมที่ใส่ข้าวเหนียวนึ่ง แล้วยัดลงไปในไส้หมู ไส้วัว หรือถุงน้ำดี แล้วแขวนผึ่งลมให้แห้งจนเกิดการหมักข้างในและมีรสเปรี้ยว นำไปทอดหรือย่างไฟ

เคล็ดลับ
เลือกเนื้อสันคอมาทำจิ๊นส้ม เพราะเนื้อนุ่มกว่าส่วนอื่นๆ

ส่วนผสม

เนื้อหมูบด 1 กิโลกรัม
หนังหมู 100 กรัม
กระเทียม 20 กลีบ
เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ
ข้าวนึ่ง 1 ถ้วย

วิธีการทำ

โขลกกระเทียมและเกลือป่น และนำคลุกเคล้ากับหมูบด
ใส่ข้าวนึ่ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน
ใส่หนังหมูลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน
เตรียมใบตอง 8 x 10 นิ้ว ซ้อนกัน 4 แผ่น นำส่วนผสมใส่ใบตอง
ห่อใบตองให้แน่น แล้วห่อใบตองอีกหนึ่งชั้น
ใช้ไม้กลัด กลัดใบตอง ทิ้งไว้ 2-3 วัน จึงนำมารับประทานหรือนำมาปรุงอาหารได้
นำห่อจิ๊นส้มย่างไฟอ่อนๆ ให้สุกทั่ว

Read More จิ๊นส้มแหนมเมืองเหนือ บางแห่งเรียก หมูส้ม

สูตรน้ำพริกแมงดา

สูตรน้ำพริกแมงดา

สูตรน้ำพริกแมงดา

สูตรน้ำพริกแมงดา ส่วนผสมสำหรับทำน้ำพริกแมงดา

กะปิ 1 ช้อนโต้ะ
แมงดานา 1 ตัว
กระเทียม 1 หัว
พริกสด 10 เม็ด
มะอึก 1 ผล
น้ำปลา
น้ำมะนาว
น้ำตาลปี๊บ
ผักสด

วิธีทำน้ำพริกแมงดา

นำมะอึกมาขูดผิวและล้างน้ำให้สะอาด
นำกะปิ ห่อใบตอง ปิ้งให้สุก พร้อมกับปิ้ง พริก กระเทียม และ แมงดานา ให้สุก
โขรก กะปิ พริก กระเทียม แมงดานา และ มะอึก ให้ละเอียด
จากนั้นปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล และ น้ำมะนาว ตามใจชอบ ทานกับ ผักสด เช่น แตงกวา ถั่วฝักยาว มะเขือ ผักกาดขาว เป็นต้น

เคล็ดลับการทำน้ำพริกแมงดา

ให้นำพริกแห้งไปคั่วให้หอมก่อน โดยต้องใส่เกลือลงไปด้วย เพื่อลดความแสบร้อน การที่พริกโดนความร้อน จะทำให้พริกมีความหอม

แมลงดานาเป็นจำพวกมวนน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ตัวโตเต็มที่มีขนาดประมาณ 3-4 นิ้ว ตัวผู้มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย
มีลำตัวยาวเป็นรูปไข่ ด้านท้อง และทางด้านหลังมีลักษณะแบน หัวสีน้ำตาลแก่ปนเขียว ตาลสีดำ

จากประสบการณ์ งมแมงดา ตามท้องไร่ท้องนามา กว่า 15 หยก ๆ 16 หย่อน ๆ ในประเทศไทย มีแมงดานาอยู่ 3 ชนิด
แมงดานา ชนิดสีน้ำตาลดำ ชนิดขอบปีก ลาย และแมงดาปีกทอง
ชนิดที่เราเห็นจนชินตา คือ ชนิดสีน้ำตาลดำ พวกนี้ตัวใหญ่ที่สุด ชนิดขอบปีกลาย คือ มีลายที่ขอบของปีก ตัวเล็กที่สุด
ในจำนวนทั้งหมด ส่วนชนิดสุดท้ายคือแมงดาปีกทอง คือมีสีออกเหลือง ๆ ไม่มีลายที่ขา เรียกได้ว่า แมงดาปีกทอง
มีกลิ่น หอมที่สุดในบรรดาแมงดาทั้งหมด แต่หาได้ยาก

ปากเป็นแบบเจาะดูด ลักษณะเป็นท่อยาวออกมาจากด้านหน้าของส่วนหัว และเก็บซ่อนไว้ด้านล่างของหัว
ปลายปากมีลักษณะคล้ายหนามแหลม ภาษาอีสานเรียกว่า “ไล” ใช้แทงเข้าไปในร่างกายเหยื่อแล้ว
ฉีดเอนไซม์ เยื่อเนื้อเหยื่อเพื่อดูดกินน้ำเหลวๆในตัวเหยื่อ อาหารของแมลงดานา ได้แก่ ลูกกบ ลูกอ๊อด
หรือ ฮวก ในภาษาอีสาน ลูกอึ่งอ่าง ปู ปลา กุ้ง เขียด และแมลงน้ำต่างๆ…

Read More สูตรน้ำพริกแมงดา

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด ตำมะม่วง หรือตำบ่าม่วง เป็นตำรับอาหาร ที่มีวิธีการปรุง ที่เรียกว่า ตำ คือการนำเอาส่วนผสม คือมะม่วงดิบสับ แล้วนำมาโขลกรวมกันเครื่องปรุง คลุกเคล้าให้เข้ากัน นิยมรับประทานกับใบชะพลู ผักชะอม ผักบุ้ง เถาตดหมูตดหมา ดอกผักฮ้วนหมู หน่อข่า จี๋กุ๊ก (ดอกข่าแดง) เครื่องปรุงตำมะม่วงนี้ ใช้กับตำกระท้อน ตำมะยม ตำมะปราง ได้ด้วย

ส่วนผสม

มะม่วง 200 กรัม
พริกขี้หนูแห้งย่างไฟ 5 เม็ด
กระเทียม 5 กลีบ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
ปลาแห้งป่น 2 ช้อนโต๊ะ
ปลาร้าต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ปอกเปลือกมะม่วง ขูดเป็นเส้นๆ พักไว้
โขลกกระเทียม ตามด้วยพริกแห้ง
ใส่ปลาร้า และน้ำตาลปี๊บ โขลกให้เข้ากัน
ใส่ปลาป่น
ใส่มะม่วงลงโขลกและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
ควรย่างพริกขี้หนูแห้งก่อน เพื่อให้ตำมะม่วงมีกลิ่นหอม

มะม่วง มีแร่ธาตุและวิตามินที่มีประโยชน์ขนาดนี้ แล้วคุณประโยชน์ล่ะจะมีมากขนาดไหนกัน บอกได้เลยว่าเพียบ !

ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต มะม่วงเป็นผลไม้ที่สามารถลดระดับความดันโลหิตได้ เพราะในมะม่วงมีสารอาหารที่สำคัญต่อระบบการไหลเวียนของเลือดอย่­­­างโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ทำให้ระดับความดันโลหิตถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่ปกติ นอกจากนี้มะม่วงยังมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนเพศอีกด­­­้วย
ป้องกันโรคมะเร็ง สารประกอบฟีนอล ที่พบในมะม่วงอย่างเช่น เควอซิทิน (Quercetin) ไอโซเควอซิทริน (isoquercitrin) แอสตรากาลิน (astragalin) ไฟเซติน (fisetin) เมทิลแกทเลท (methylgallat) มีฤทธิ์เป็นสารต้านนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่ในการตอต้านการเก­ิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ในมะม่วงก็ยังมีเพคติน (pectin) สูง และมีผลการวิจัยพบว่าสารเพคตินนี่ล่ะที่มีผลต่อการป้องกันการเก­­­ิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้
ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารขอแนะนำให้รับประทานมะม่วง­­­เลยล่ะ เพราะในมะม่วงนั้นมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายโปรตีนให้ง่ายต่อการ­­­ดูดซึมของร่างกาย ขณะที่ไฟเบอร์ในมะม่วงก็สามารถช่วยในการย่อยอาหารได้อีกด้วยล่ะ­­­
ป้องกันโรคหัวใจ

ประโยชน์ของมะม่วง ผลไม้มากคุณค่า ไม่คว้าไว้จะเสียใจ

      วิตามินเอและวิตามินอีในมะม่วงรวมทั้งซีลีเนียม (Selenium) สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ ไม่เพียงเท่านั้นในมะม่วงยังมีวิตามินบี 6 ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจด้วยการลดระดับโฮโมซิสเตอีน (Homocysteine) เพราะเจ้าโฮโมซิสเตอีนนี่เป็นกรดอะมิโนที่สามารถสร้างความเสียห­­­ายให้กับผนังหลอดเลือดได้ อันเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเองค่ะ
  1. ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ในร่างกาย เพคตินและวิตามินซีในมะม่วงเป็นพระเอกที่ขาดไม่ได้เลย เพราะสารอาหารทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในร่างกายได้ แต่ทั้งนี้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไข่มันในเลือดสูงก็ควรจะปรึกษาแพทย­์ก่อนจะรับประทานจะดีกว่าค่ะ
  2. บำรุงสมอง วิตามินบี 6 ในมะม่วงนอกจากจะช่วยป้องกันโรคหัวใจแล้ว ก็ยังช่วยป้องกันและสร้างเสริมการทำงานของสมอง เพราะเจ้าวิตามินบี 6 นี้มีส่วนสำคัญในการทำงานของสารสื่อประสาทที่มีส่วนช่วยในการกำ­หนดอารมณ์และรูปแบบในการนอนหลับ การเติมมะม่วงลงไปในอาหารจะช่วยให้ร่างกายได้รับกลูตาไมน์ (Glutamine) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้สมองสามารถจดจำและมีสมาดีขึ้น และยังทำให้เซลล์สมองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
  3. รักษาโรคเบาหวาน โรคเบาหวาน วิธีการดูแลตัวเองที่ดีที่สุดคืออการไม่รับประทานของหวาน ซึ่งมะม่วงก็เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงแต่ขอบอกไว้เลยว่ามะม่วงนี­­­่ล่ะช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ เพียงแค่นำใบมะม่วง 10-15 ใบแช่ลงในน้ำอุ่นและปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นในตอนเช้­านำน้ำนี้มาดื่มในขณะที่ท้องว่าง จะสามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ วิธีนี้สามารถรับประทานได้ทั้งคนที่เป็นเบาหวานหรือไม่เป็นก็ได้­ หากผู้ที่มีสุขภาพปกติดื่มน้ำแช่ใบมะม่วงก็จะยิ่งช่วยป้องกันโร­­­คเบาหวานได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
  4. บำรุงสายตา มะม่วงมีวิตามินเอสูง ดังนั้นจึงช่วยบำรุงสายตาให้ยังใสปิ๊งปั๊งอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยป้องการการเสื่อมของจอประสาทตาเมื่ออายุ­­­มากขึ้นได้อีกด้วยค่ะ
  5. บำรุงผิวพรรณ ต้องยกความดีความชอบให้กับวิตามินเออีกครั้งเพราะวิตามินเอในมะ­­­ม่วงนั้นมีคุณประโยชน์เพียบพร้อมจริง ๆ แม้แต่ในเรื่องผิวพรรณ การรับประทานมะม่วงทำให้เราได้รับวิตามินเอที่ช่วยกระตุ้นการให­­­ลเวียนของเลือดในเนื้อเยื่อและผิวหนัง ช่วยให้การอุดตันของรูขุมขนลดลงส่งผลให้ผิวพรรณเรียบเนียนได้ค่­­­ะ
  6. รักษาสิว

ประโยชน์ของมะม่วง ผลไม้มากคุณค่า ไม่คว้าไว้จะเสียใจ

      หากใครไม่ชอบทานมะม่วงแต่ก็อยากรักษาสิวให้หายโดยไม่พึ่งยาละก็­­­ลองหันมาใช้มะม่วงในการรักษาได้ค่ะ เพราะเนื้อมะม่วงนี้แม้เราจะไม่ได้รับประทานแต่ก็สามารถใช้บำรุ­­­งผิวพรรณ ลดสิวบนใบหน้าที่กวนใจได้ เพียงฝานมะม่วงบาง ๆ วางใบหน้าทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นล้างออก วิตามินเอในมะม่วงก็ช่วยลดการเกิดสิวได้เป็นปลิดทิ้งเลย
  1. รักษาโรคโลหิตจางในหญิงที่ตั้งครรภ์ มะม่วงเปรี้ยว ๆ ถือเป็นของที่ถูกใจว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เพราะช่วยรักษาอาการแพ้ท้องได้เป็นอย่างดี แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามะม่วงมีดีเพียงแค่นั้น เพราะมะม่วงก็มีธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อหญิงที่กำลังตั้งครรภ์เช่นเดียวกัน­­­ เพราะหญิงตั้งครรภ์นั้นมักจะเกิดภาวะโลหิตจางได้ง่าย และการรับประทานมะม่วงก็จะช่วยให้ธาตุเหล็กอันเป็นสาเห­ตุของโรคโลหิตจางมีระดับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ปกติค่ะ
  2. สร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย มะม่วงมีสารเบต้าแคโรทีมเช่นเดียวกับผักผลไม้มีสีส้มและสีเหลือ­งอื่น ๆ เช่น แครอท เป็นต้น โดยสารเบต้าแคโรทีนนั้นเป็นสารแคโรทีนอยด์อันมีคุณสมบัติในการส­­­ร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ฉะนั้นถ้าไม่อยากป่วยง่ายก็ควรจะรับประทานมะม่วงเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับสารพิษและแบคทีเรียต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
Read More สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

ยำผักจุมปาอาหารอร่อย ชาวล้านนา

ยำผักจุมปาอาหารอร่อย ชาวล้านนา

ยำผักจุมปาอาหารอร่อย

ยำผักจุมปาอาหารอร่อย

ยำผักจุมปาอาหารอร่อย ผักจุมปา หรือ ผักกาดนา เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในนาข้าว มีรสขมเล็กน้อย นิยมนำมาจิ้มน้ำพริก หรือนำมายำ มีส่วนผสมและวิธีการปรุงเช่นเดียวกับยำผักเฮือด ยำถั่วแบป

ส่วนผสมยำผักจุมปา

ผักจุมปา 200 กรัม
เนื้อหมูสับ 50 กรัม
ข่าโขลก 1/2 ช้อนโต๊ะ
ผักชีซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกงยำผักจุมปา

พริกขี้หนูแห้ง 7 เม็ด
กระเทียม 7 กลีบ
ข่าหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ
ปลาร้าต้มสุก 1/2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำำยำผักจุมปา

นำผักปุมปลา หรือผักจุมปาลวกในน้ำเดือด ตักขึ้น พักไว้
หั่นผักจุมปาให้ละเอียด พักไว้
โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
เจียวกระเทียมพอเหลือง ใส่เครื่องแกงลงผัดให้หอม ใส่หมูสับ ผัดให้หมูสุก ใส่ข่าโขลก
ใส่ผักจุมปาผัดให้เข้ากัน ปิดไฟ

ยำผักจุมปา เป็นเมนูอาหารเหนือที่นิยมรับประทานกันอีกชื่อหนึ่งของผักจุมปาคือสะเดาดิน เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในนาข้าว มีรสขมเล็กน้อย นิยมนำมาจิ้มน้ำพริก หรือนำมายำ มีส่วนผสมและวิธีการปรุงเช่นเดียวกับ ยำผักเฮือด ยำถั่วแปบ เป็นเมนูที่นิยมรับประทานในหมู่ผู้สูงอายุ ยำผักจุมปา โดยสะเดาดินมีสรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ ระงับความร้อน

ประโยชน์ของการรับประทาน ผักจุมปา

แก้ลมให้ตก ขับเสมหะ
แก้ไข้อันกระทำให้หนาว
แก้โลหิตพิการ
ขับลมและโลหิตให้กระจาย
ขับเสมหะ ขับเหงื่อ
แก้ท้องมาน แก้ริดสีดวง

เคล็ดลับ
การลวกผักจุมปาควรลวกในน้ำเดือดเพื่อลดความขมของผักจุมปาลงเวลานำไปคั่วจะได้ไม่ขมจนกินไม่ได้
เนื้อหมูที่ใช้ในเมนูนี้แนะนำเป็นเนื้อหมูส่วนสามชั้นเพื่อจะได้ความชุ่มชื่นของเนื้อหมูเวลานำไปผัดเนื้อจะไม่แห้งเกินไป
กระเทียมเจียวที่ใช้ควรเป็นกระเทียมพันธุ์ไทยเพราะจะได้กลิ่นหอมมากกว่า…

Read More ยำผักจุมปาอาหารอร่อย ชาวล้านนา

สูตรเด็ดตำกุ้ง

สูตรเด็ดตำกุ้ง

สูตรเด็ดตำกุ้ง

สูตรเด็ดตำกุ้ง

สูตรเด็ดตำกุ้ง ตำกุ้ง ใช้วิธีการปรุงแบบเดียวกับตำชนิดอื่นๆ แต่เพิ่มเครื่องปรุง ได้แก่ ดีปลีคั่ว มะแขว่นคั่ว สะระแหน่ มะนาว ผักไผ่ ผักชีต้นหอม เพื่อดับคาวกุ้ง

ส่วนผสม

กุ้งนา 1 ถ้วย
พริกแห้งย่างไฟ 5 เม็ด
กระเทียมย่างไฟ 5 กลีบ
หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
ดีปลีคั่ว 1 ผล
มะแขว่นคั่ว 1 ช้อนชา
กะปิย่างไฟ 1 ช้อนชา
มะนาว 1 ลูก
สะระแหน่ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ผักไผ่ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ
ล้างกุ้งให้สะอาด พักไว้
โขลก ดีปลี และมะแขว่น ให้ละเอียด ตามด้วย พริกแห้ง กระเทียม และกะปิ โขลกรวมกันให้ละเอียด
ใส่กุ้งลงโขลกรวมกับส่วนผสมให้เข้ากัน
ใส่หอมแดงซอย ผักไผ่ สะระแหน่ และผักชีต้นหอม คลุกเคล้าให้เข้ากัน
บีบมะนาว แล้วคนให้เข้ากัน

เคล็ดลับในการเลือกเครื่องปรุง
ควรเลือกกุ้งที่สด และล้างให้สะอาด

ประโยชน์ของกุ้งฝอย

  1. กุ้งฝอยนำมาทำก้อยกุ้งทั้งสุก และดิบ แต่แนะนำทำสุกจะปลอดภัยกว่า แต่บางท่านนิยมรับประทานก้อยกุ้งดิบ เพราะให้รสอร่อยของเนื้อกุ้งดิบ
  2. กุ้งฝอยนำมาประกอบอาหารอื่นๆ เช่น กุ้งฝอยชุบแป้งทอด น้ำพริกกุ้งฝอย เป็นต้น
  3. กุ้งฝอยนำมาแปรรูปเป็นกุ้งแห้งใช้สำหรับใส่ส้มตำ
  4. บ่อสูง 0.7 เมตร กว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร

ก้อยกุ้ง

คุณค่าทางโภชนาการของกุ้งฝอย
พลังงาน 78 แคลอรี่
โปรตีน 15.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 1.0 กรัม
ไขมัน 1.2 กรัม
แคลเซียม 9.2 กรัม
ฟอสฟอรัส 2.69 กรัม
เหล็ก 0.08 กรัม
ความชื้น 78.7 กรัม…

Read More สูตรเด็ดตำกุ้ง

แกรี่เปิดเผยรับหงส์แดง ชอบพอมีดีถึงแชมป์ลีก

แกรี่เปิดเผยรับหงส์แดง ชอบพอมีดีถึงแชมป์ลีก

แกรี่เปิดเผยรับหงส์แดง ชอบพอมีดีถึงแชมป์ลีก

ตำนาน นักฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รู้สึกได้ถึงรัศมีความเป็นกลุ่มแชมป์พรีเมียร์ลีก จาก หงส์แดง ข้างหลังเกมชนะ เบิร์นลี่ย์ 3-0

ผมได้มองเกม หงส์แดง กับ เบิร์นลี่ย์ แล้วจู่ๆความรู้สึกนี้ก็ได้ลอยขึ้นมา” เนวิลล์ กล่าว ผมบอกตั้งแต่ปีกลายแล้วว่าพวกเขาเป็นกลุ่มแชมป์ แล้วก็เล่นในระดับที่จะสามารถครอบครองแชมป์ลีกได้

ในเกมกับ เบิร์นลี่ย์ พวกเขาเองบางทีอาจจะเล่นได้ไม่ดีนักในตอน 20 นาทีแรก แม้กระนั้นก็สามารถทำประตูแรกได้แล้วประตูลำดับที่สองก็ตามมา บาคาร่า

คุณกำลังเอ๋ยถึงกลุ่มที่มีความเฉียบคม กองหลังเล่นได้อย่างเหมาะควร, เกมรุกถูกและก็มิดฟิลด์ก็มองหนักแน่นรวมทั้งมีประสบการณ์

พวกเขาเล่นแบบกลุ่มแชมป์ชัดๆและก็นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีกลายแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสิ่งที่พวกเราได้มองเห็นในสนาม

ขอบคุณแหล่งที่มาhttps://www.sanook.com…

Read More แกรี่เปิดเผยรับหงส์แดง ชอบพอมีดีถึงแชมป์ลีก

ตำถั่วฝักยาวสูตร เด็ดสะท้านโลกา 😋😋😋😋

ตำถั่วฝักยาวสูตร

ตำถั่วฝักยาวสูตร

ตำถั่วฝักยาว อาหารไทย เมนูง่ายๆ ส่วนผสมและขั้นตอนการทำ เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรัก การทำอาหาร เมนูส้มตำ เมนูปลาร้า ร้านอาหารไทย ร้านอาหารอีสาน เมนูอาหารจานเดียว รสเผ็ดจัดจ้าน บาคาร่า

ส่วนผสม

ถั่วฝักยาว หั่นเป็นท่อน 1 ถ้วย
กระเทียม บด 1 ช้อนโต้ะ
พริก บด 2 ช้อนโต้ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต้ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต้ะ
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต้ะ
มะเขือเทศ หั่นชิ้น 2 ลูก
น้ำปลาร้า 1 ช้อนโต้ะ

วิธีทำ

นำครก โขรก กระเทียม และ พริก จากนั้น ปรุงรสด้วย น้ำตาล น้ำปลา น้ำปลาร้า และ น้ำมะนาว ผสมให้ส่วนผสมเข้ากัน
ใส่ ถั่วฝักยาว และ มะเขือเทศ ลงไป โขรกให้พอบุบแตก ไม่ต้องให้ละเอียดมาก ชิมรสตามใจชอบ เสริฟใส่จาน กับข้าวง่ายๆ เมนูยำ…

Read More ตำถั่วฝักยาวสูตร เด็ดสะท้านโลกา 😋😋😋😋

สูตรเด็ดไก่ทอดหาดใหญ่

สูตรเด็ดไก่ทอดหาดใหญ่

สูตรเด็ดไก่ทอดหาดใหญ่

สูตรเด็ดไก่ทอดหาดใหญ่ การเลือกเนื้อไก่ ให้เลือกส่วนน่องอก ไก่ขนาดพอดีรับประทานไม่เล็ก หรือไม่ใหญ่เกินไป เลือกเนื้อไก่ที่สดใหม่ จะได้เนื้อไก่ที่อร่อยที่สุด
น้ำมันสำหรับทอดไก่ ให้ใช้น้ำมันใหม่ เทคนิคการทอด ให้ใช้น้ำมันท่วมเนื้อไก่ น้ำมันร้อน ไฟปานกลาง บาคาร่า
การทอดหอมเจียวก่อนทอดไก่ และให้ใช้น้ำมันเดียวกัน เนื่องจาก น้ำมันหอมระเหยของหอมแดง จะทำให้น้ำมันหอม และ เนื้อไก่ทอดจะหอมน่ารับประทานด้วย
การทำหอมเจียวให้กรอบ คือ การทอดให้พอเหลือง และ นำมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน หอมเจียวที่แห้งน้ำมัน จะกรอบอร่อย

ส่วนผสม

เนื้อไก่ส่วนน่องขา 3-4 ชิ้น
พริกไทยแห้ง 2 ช้อนโต๊ะ
รากผักชี หั่นเป็นท่อน 2 ช้อนโต้ะ
ซอสถั่วเหลือง 2 ช้อนโต้ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 1 ช้อนชา
กระเทียม 2 ช้อนโต้ะ
ซอสน้ำมันหอย 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ
ผงขมิ้น 1 ช้อนโต๊ะ
แป้งสาลี 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช สำหรับทอด 3 ถ้วย ปริมาณท่วมเนื้อไก่
หอมแดง ซอบบางๆ 1 ถ้วย
น้ำจิ้มไก่ 1 ถ้วยน้ำจิ้ม วิธีทำน้ำจิ้มไก่

วิธีทำ

เริ่มจากการโขรก รากผักชี กระเทียม และ พริกไทย ก่อน
เริ่มหมัก เนื้อไก่ โดย ใส่ รากผักชี กระเทียม พริกไทย ซอสถั่วเหลือง ผงขมิ้น น้ำตาลทราย และ น้ำปลา ผสมให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน นำมาหมักกับเนื้อไก่ ทิ้งเอา 30-45 นาที ให้เนื้อไก่ซึมเข้าเนื้อไก่ก่อน
จากนั้น โรยแป้งสาลี ลงไป ให้ทั่วคลุกเคล้าให้แป้งเข้ากันกับซอสหมักไก่
เริ่มทอดไก่ โดยตั้งกะทะ น้ำมัน ให้ร้อน โดยหรี่ไฟให้ปานกลาง นำหอมแดงซอยคลุกเลือก ลงไปเจียวก่อน ให้หอมเจียวกรอบ จากนั้นนำมาพักให้หอมเจียวสะเด็ดน้ำมัน ให้กรอบ
ใส่ไก่ทอดลงไปทอดในน้ำมัน ทอดประมาณ 15 ถึง 20 นาที
ทอดเสร็จให้พักไว้ให้สะเด็ดน้ำมันให้แห้ง เสริฟไก่ทอด พร้อมด้วยการโรยหอมเจียว และ น้ำจิ้มไก่…

Read More สูตรเด็ดไก่ทอดหาดใหญ่

แกงเลอะเทอะ แกงเปอะ แกงลาว ชื่อไหนก็อร่อย

แกงเลอะเทอะ แกงเปอะ แกงลาว ชื่อไหนก็อร่อย

แกงเลอะเทอะ

แกงเลอะเทอะ แกงลาว สามารถใส่เนื้อสัตว์ ชนิดอื่นๆได้ ตามแต่ความชอบของแต่ละคน และวัตถุดิบที่มี
ฟักทอง เป็น ผักที่สุกยาก ดังนั้น การหั่นฟักทอง ไม่ให้หนาเกินไป และอย่าให้ขนาดใหญ่เกิน จะทำให้ฟักทองไม่สุก หากรอให้ฟักทองสุก ผักอื่นจะเฉาก่อน
กะปิ ให้ใช้ กะปิ แท้ จากระยอง
ข้าวเหนียวแช่น้ำ นำมาต้มเพื่อให้มีความมันๆ เหนียวๆ หากพื้นที่ใดไม่มี สามารถใส่แป้งข้าวเหนียว หรือ แป้งมันแทน แต่อย่าใส่มาก เดี๋ยวจะข้นเกินไป
ตะไคร้ ให้ซอย ประมาณ 1 นิ้ว อย่าซอยบางเกินไป จะทำให้ขุนตะไคร้ติดปาก เสียความอร่อย

ส่วนผสมสำหรับทำแกงลาว

หน่อไม้สดลวกสุก สไลด์บางๆ 2 หน่อ
เนื้อปลาดุกย่าง 1 ตัว
ยอดชะอม 1 กำ
ใบแมงลัก 1 ถ้วย
ใบย่านาง 1 ถ้วย
น้ำปลาร้า 5 ช้อนโต้ะ
น้ำปลา 2 ช้อนโต้ะ
ฟักทอง หั่นเป็นชิ้นพอคำ 1 ถ้วย
เห็ดฟางหั่นครึ่ง 1 ถ้วย
ข้าวโพดอ่อนและบวบ
พริกสด 4-5 เม็ด
หอมแดง 2-3 หัว
ตะไคร้ซอย 2 ช้อนโต้ะ
ข้าวเหนียวแช่น้ำ 2 ช้อนโต้ะ บาคาร่า
กะปิ 1 ช้อนโต้ะ

วิธีทำแกงลาว

โขลก พริก หอมแดง ตะไคร้ ข้าวเหนียวและกิปิให้ละเอียดเข้ากัน
ต้มน้ำในหม้อ ใส่เครื่องแกงลงไปต้ม ตามด้วยน้ำปลา น้ำปลาร้า ชิมให้ได้รสชาติที่ต้องการ จากนั้นใส่ผักที่เหลือลงไปเลย โดยใส่ ผักที่สุกยากลงไปก่อน เช่น หน่อไม้ บวบ เห็ด
แล้วใส่ผักที่เหลือลงไปตามด้วยเนื้อปลาย่าง เสริฟแกงลาวพร้อมรับประทานได้ แกงลาว…

Read More แกงเลอะเทอะ แกงเปอะ แกงลาว ชื่อไหนก็อร่อย