ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด สูตรละมุนลิ้น

ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด สูตรละมุนลิ้น

ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด

ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด

ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด ยำเตา หรือบ้างเรียกตำเตา อ่านว่า ต๋ำเตา เครื่องปรุงหลักคือ เทา เป็นสาหร่ายน้ำจืดชนิดหนึ่งที่ขึ้นในน้ำตามทุ่งนา มีเครื่องปรุงที่ต่างไปจากยำผักกุ่มดอง ยำผักกาดส้ม ยำผักกาดดอง คือใช้ มะแว้ง มะเขือขื่น มะเขือพวง แทนมะเขือเปราะ และมีปูนาต้ม และใบขิงอ่อนเพิ่มเข้ามา นิยมใช้พริกแต้สดเป็นเครื่องปรุง

ส่วนผสม

เตา 2 ถ้วย
ปูนา 20 ตัว
มะแว้ง 20 ลูก
ตะไคร้ซอย 1/2 ถ้วย
พริกขี้หนู 25 เม็ด
มะเขือพวง 20 ลูก
มะเขือขื่นซอย 1 ถ้วย
ใบขิงซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ข่าหั่น 1 ช้อนชา
ปลาร้าต้มสุก 4 ช้อนโต๊ะ
กะปิ 1 ช้อนชา
ผักไผ่ซอย 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1 ช้อนชา
ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
เครื่องเคียง
ผักบุ้ง
ยอดมะระขี้นก
ผักจุมปา
ผักแว่น
กระถิน

วิธีการทำ
1 ล้างเตาให้สะอาด หั่นพอหยาบ พักไว้
2 ต้มน้ำปลาร้าและกะปิรวมกัน ใส่เตาลงในหม้อ คนให้เข้ากัน พักไว้ให้เย็น
3 โขลกกระเทียม ข่า พริกขี้หนู (15 เม็ด) ตะไคร้ แล้วตามด้วยปู
4 ใส่ส่วนผสมที่โขลกเสร็จแล้ว ลงในหม้อเตา แล้วคนให้เข้ากัน
5 ใส่มะแว้ง ตะไคร้ มะเขือขื่น มะเขือพวง พริกขี้หนูซอย ใบขิงซอย และผักไผ่

เคล็ดลับในการปรุง
ก่อนจะนำเตาผสมเครื่องยำ ควรทิ้งเตาไว้ให้เย็นก่อนปรุง

เคล็ดลับในการเลือกส่วนผสม
นอกจากจะใช้ปูนาแล้ว ยังสามารถใช้ปลานา แทนได้…

Read More ยำเตาสาหร่ายน้ำจืด สูตรละมุนลิ้น

ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น

ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น


ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น

ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น

ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น ตำมะเขือ หรือ ตำบ่าเขือ อ่านว่า ต๋ำบ่าเขือ เป็นตำรับอาหาร ที่มีวิธีการปรุง ที่เรียกว่า ตำ คือการนำเอาส่วนผสม คือมะเขือย่างไฟ แกะเปลือกออก แล้วนำมาโขลกรวมกันเครื่องปรุง รับประทานกับไข่ต้มและใบสะระแหน่

ส่วนผสม

มะเขือยาว 2 ลูก
ไข่ไก่ 1 ฟอง
สะระแหน่ 3 ยอด
ต้นหอม 1 ช้อนโต๊ะ
พริกชี้ฟ้า 1 เม็ด
กระเทียม 5 กลีบ
หอมแดง 5 หัว
กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ
ปลาร้า 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

โขลกพริก กระเทียม หอมแดง ปลาร้า และกะปิ ที่เผา และแกะเปลือกแล้ว ให้ละเอียด
ใส่มะเขือยาวเผาที่แก้เปลือกแล้ว ลงโขลกรวมกัน คลุกเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน รับประทานกับไข่ต้มและใบสะระแหน่

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
ส่วนผสมทุกชนิด ต้องนำมาเผากับถ่านให้สุก จึงจะทำให้ตำมะเขือมีกลิ่นหอม
สำหรับปลาร้า ให้นำใบตองมาห่อก่อนย่างไฟ

สรรพคุณของมะเขือยาว

ช่วยในการขับถ่าย มะเขือยาวเป็นผักที่มีไฟเบอร์อยู่ราว ๆ 3-5% ซึ่งถือว่าเป็นผักที่มีไฟเบอร์สูงพอตัวและช่วยในการขับถ่ายได้ โดยเราจะเห็นได้ชัดว่าใยอาหารของมะเขือยาวค่อนข้างมีอยู่มากจริง ๆ อย่างเวลานำมะเขือยาวไปตำน้ำพริกก็จะเห็นใยอาหารของมะเขือยาวเป็นเส้น ๆ เลยเนอะ
ลดคอเลสเตอรอล รศ. ดร.รัชนี คงคาฉุยฉาย ผู้อำนวยการสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เผยว่า มะเขือยาวมีใยอาหารค่อนข้างจะมาก ข้อดีนี้ก็ส่งผลให้มะเขือยาวเป็นผักที่มีส่วนช่วยในการลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้ เพราะใยอาหารจะไปช่วยดักจับคอเลสเตอรอล แต่ผักอื่น ๆ ก็ช่วยได้เช่นกัน จึงแนะนำให้รับประทานอาหารที่หลากหลาย และครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการนะคะ
เป็นอาหารลดน้ำหนัก เนื่องด้วยมะเขือยาวปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานเพียง 25 กิโลแคลอรีเท่านั้น มะเขือยาวจึงจัดเป็นผักลดความอ้วนอีกตัวหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะในมะเขือยาวเองก็มีไฟเบอร์เยอะ ช่วยให้อิ่มเร็วขึ้น และช่วยในการขับถ่ายด้วย

ต้านอนุมูลอิสระ สำหรับมะเขือยาวสีม่วงหรือมะเขือม่วงก็จะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ผัก-ผลไม้สีม่วง และมีในมะเขือยาวสีม่วงโดยเฉพาะเปลือกของมะเขือยาวผลสีม่วงเข้ม ๆ ก็จะมีสารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้อยู่มากเช่นกัน
ช่วยปรับสมดุลระบบต่าง ๆ ในร่างกาย นอกจากมะเขือยาวจะมีไฟเบอร์ที่อาจจะช่วยดักจับไขมันในเส้นเลือดแล้ว มะเขือยาวยังเป็นแหล่งที่ดีของโพแทสเซียม ธาตุอาหารที่สำคัญต่อการทำงานในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นความสมดุลของระบบความดันโลหิต การทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ อีกทั้งโพแทสเซียมยังมีส่วนช่วยควบคุมความสมดุลของอิเล็กโตรไลต์และกรด-เบสในร่างกายด้วยนะคะ

Read More ตำมะเขือสูตรละมุนลิ้น

ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ รสเด็ด อร่อยถึงใจ

ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ  รสเด็ด อร่อยถึงใจ

ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ

ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ

ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ ตำมะละกอ หรือตำบ่ากล้วยเตส หรือส้มตำ นั่นเอง ชาวล้านนานิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง รับประทานกับข้าวเหนียวก็ได้ หากนำมะละกอมาฝานเป็นแผ่นบาง นำไปคลุกกับเครื่องปรุง ได้แก่ พริกแห้ง กะปิ กระเทียมโขลกให้ละเอียด ผสมกับปลาร้าต้มสุกหรือปลาร้าเคี่ยว โดยไม่นำมะละกอมาตำ เรียกว่า หลู้บ่ากล่วยเตส

ส่วนผสม

มะละกอดิบ 100 กรัม
พริกขี้หนู 10 เม็ด
กระเทียม 5 กลีบ
น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
ปลาร้าต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ปอกเปลือกมะละกอ สับเป็นเส้นๆ พักไว้
โขลก กระเทียม และพริกขี้หนู พอแตก
ใส่ปลาร้า น้ำตาลปี๊บ ถั่วคั่ว โขลกให้เข้ากัน
ใส่น้ำมะขามเปียก
ใส่มะละกอ โขลกและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
เคล็ดลับ มะละกอต้องปอกเปลือกออกให้หมด เพื่อป้องกันมิให้ตำมีรสขม

รู้ไว้ใช่ว่า…

มะละกอ เป็นพืชที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาไกลเพราะมีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกากลาง ในยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้นก่อนสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้มีชาวสเปนและชาวโปรตุเกตนำเอามะละกอเข้ามาปลูกในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบ้านเรา ท่านทูตนีโกลา แฌร์แวซ และซีมง เดอ ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2185-2272) ได้เขียนบันทึกไว้ว่าได้รู้จักกับมะละกอซึ่งกลายเป็นพืชพื้นเมืองของสยาม แต่ในตอนนั้นเรียกว่าผรั่งก็เรียกว่า Melon (แตงไทย)

นอกจากนั้นแล้วในปี พ.ศ. 2475-2479 รัฐบาลไทยสนับสนุนคนไทยให้มีการเพาะปลูกมะละกอ เพื่อเอายางส่งไปขายต่างประเทศ โดยนำไปผลิตเป็นหมากฝรั่ง มีการเพาะปลูกมะละกอเรียงรายไปตามถนนมิตรภาพ และเคยมีศูนย์คัดแยกพันธ์มะละกออยู่ที่ตำบลทับกวาง อําเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ส่วนประเทศเพื่อนบ้านอย่างศรีลังกาในสมัยนั้น มียอดการส่งออกยางมะละกอไปที่สหรัฐอเมริกามากกว่าปีละ 300,000 บาทเลยทีเดียว

นอกจากนั้นยังไม่มีวัตถุดิบอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ “พริก” โดยที่พริกนั้นได้เข้ามาในประเทศไทยของเราก็เมื่อตอนที่ชาวชาวฮอลันดาได้นำพริกเข้ามาปลูกในประเทศไทย ซึ่งพริกนั้นเป็นวัตถุดิบหลักอีกอย่างที่ทำให้รสชาติของส้มตำนั้นมีความจัดจ้าน เผ็ดร้อน แซ่บถึงใจ

หากจะเจาะลึกถึงความเป็นมาส้มตำ ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ใครเป็นนำมะละกอมาขูดเป็นเส้นๆ แล้วตำรวมกับเครื่องปรุงอื่น ก็เป็นเรื่องยากเพราะไม่มีหลักฐานการบันทึกไว้ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำราอาหารไทยที่เก่าแก่อย่าง “ตำราอาหารแม่ครัวหัวป่าก์” ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ ถูกตีพิมพ์ออกมาใน พ.ศ 2451 แต่ในนั้นไม่ได้มีการพูดถึงส้มตำไว้เลย วรรณกรรมที่พูดถึงส้มตำก็คือ ตำรับสายเยาวภา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเยาวภาพงศ์สนิท ที่มีกล่าวถึงข้าวมันส้มตำที่เสิร์ฟเป็นชุดๆ รสชาววังนุ่มนวลไม่จัดจ้าน แต่เป็นอาหารที่ทานกันในโอกาสพิเศษซะมากกว่า

ดังนั้นส้มตำจึงไม่ได้เป็นอาหารเก่าแก่โบราณอย่างที่หลายๆคนเข้าใจ อาหารจานแซ่บนี้น่าจะมีอายุราวๆ 60 ต้นๆ หลังจากสิ้นสุดสงครามครั้งที่ 2 ก็มีการสร้างสนามมวยราชดำเนินขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2488 ซึ่งตอนนั้นชาวอีสานก็ได้มีการอพยพมาอยู่กรุงเทพกันมากขึ้น โดยมีการปลูกสร้างบ้านเรื่อนหรืออาศัยกันอยู่แถวนั้นจนกลายเป็นแหล่งชุมชนของคนอีสาน คนกรุงเทพสมัยนั้นไม่ได้หาอาหารรสแซ่บของชาวอีสานกันได้ง่ายๆ เหมือนในปัจจุบัน ถ้าอยากทานต้องเดินทางมาที่แถวๆ สนามมวยราชดำเนินเท่านั้น

คนที่จะพอยืนยันประวัติส้มตำได้ว่า ในราว พ.ศ. 2493 เริ่มมีการขายส้มตำกันแล้วคือคุณด้วงทอง เจ้าของร้านส้มตำไก่ย่างผ่องแสง ซึ่งตอนนั้นทำงานเป็นลูกมือตำส้มตำในร้านเฟื่องฟู ได้รับค่าจ้างเดือนละ 50 บาท พอขายดิบขายดีนายจ้างก็เพิ่มเงินเดือนให้เรื่อยๆเป็นหลายร้อยบาท จนคุณด้วงทองเก็บหอมรอมริบจนตั้งตัวได้ เมื่อปี พ.ศ. 2501 จึงได้ซื้ออาคารพานิชย์แล้วกลายมาเป็นร้านส้มตำไก่ย่างผ่องแสงจนกระทั่งทุกวันนี้ …

Read More ละมุนลิ้นด้วยสูตรตำมะลกอ รสเด็ด อร่อยถึงใจ

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรตำมะม่วงรสเด็ด ตำมะม่วง หรือตำบ่าม่วง เป็นตำรับอาหาร ที่มีวิธีการปรุง ที่เรียกว่า ตำ คือการนำเอาส่วนผสม คือมะม่วงดิบสับ แล้วนำมาโขลกรวมกันเครื่องปรุง คลุกเคล้าให้เข้ากัน นิยมรับประทานกับใบชะพลู ผักชะอม ผักบุ้ง เถาตดหมูตดหมา ดอกผักฮ้วนหมู หน่อข่า จี๋กุ๊ก (ดอกข่าแดง) เครื่องปรุงตำมะม่วงนี้ ใช้กับตำกระท้อน ตำมะยม ตำมะปราง ได้ด้วย

ส่วนผสม

มะม่วง 200 กรัม
พริกขี้หนูแห้งย่างไฟ 5 เม็ด
กระเทียม 5 กลีบ
น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
ปลาแห้งป่น 2 ช้อนโต๊ะ
ปลาร้าต้มสุก 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ปอกเปลือกมะม่วง ขูดเป็นเส้นๆ พักไว้
โขลกกระเทียม ตามด้วยพริกแห้ง
ใส่ปลาร้า และน้ำตาลปี๊บ โขลกให้เข้ากัน
ใส่ปลาป่น
ใส่มะม่วงลงโขลกและคลุกเคล้าให้เข้ากัน
เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
ควรย่างพริกขี้หนูแห้งก่อน เพื่อให้ตำมะม่วงมีกลิ่นหอม

มะม่วง มีแร่ธาตุและวิตามินที่มีประโยชน์ขนาดนี้ แล้วคุณประโยชน์ล่ะจะมีมากขนาดไหนกัน บอกได้เลยว่าเพียบ !

ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิต มะม่วงเป็นผลไม้ที่สามารถลดระดับความดันโลหิตได้ เพราะในมะม่วงมีสารอาหารที่สำคัญต่อระบบการไหลเวียนของเลือดอย่­­­างโพแทสเซียมและแมกนีเซียม ทำให้ระดับความดันโลหิตถูกควบคุมให้อยู่ในระดับที่ปกติ นอกจากนี้มะม่วงยังมีวิตามินอีที่ช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนเพศอีกด­­­้วย
ป้องกันโรคมะเร็ง สารประกอบฟีนอล ที่พบในมะม่วงอย่างเช่น เควอซิทิน (Quercetin) ไอโซเควอซิทริน (isoquercitrin) แอสตรากาลิน (astragalin) ไฟเซติน (fisetin) เมทิลแกทเลท (methylgallat) มีฤทธิ์เป็นสารต้านนุมูลอิสระที่ทำหน้าที่ในการตอต้านการเก­ิดโรคมะเร็ง นอกจากนี้ในมะม่วงก็ยังมีเพคติน (pectin) สูง และมีผลการวิจัยพบว่าสารเพคตินนี่ล่ะที่มีผลต่อการป้องกันการเก­­­ิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหารได้
ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารขอแนะนำให้รับประทานมะม่วง­­­เลยล่ะ เพราะในมะม่วงนั้นมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยสลายโปรตีนให้ง่ายต่อการ­­­ดูดซึมของร่างกาย ขณะที่ไฟเบอร์ในมะม่วงก็สามารถช่วยในการย่อยอาหารได้อีกด้วยล่ะ­­­
ป้องกันโรคหัวใจ

ประโยชน์ของมะม่วง ผลไม้มากคุณค่า ไม่คว้าไว้จะเสียใจ

      วิตามินเอและวิตามินอีในมะม่วงรวมทั้งซีลีเนียม (Selenium) สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ ไม่เพียงเท่านั้นในมะม่วงยังมีวิตามินบี 6 ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจด้วยการลดระดับโฮโมซิสเตอีน (Homocysteine) เพราะเจ้าโฮโมซิสเตอีนนี่เป็นกรดอะมิโนที่สามารถสร้างความเสียห­­­ายให้กับผนังหลอดเลือดได้ อันเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเองค่ะ
  1. ลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) ในร่างกาย เพคตินและวิตามินซีในมะม่วงเป็นพระเอกที่ขาดไม่ได้เลย เพราะสารอาหารทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในร่างกายได้ แต่ทั้งนี้ผู้ที่ป่วยด้วยโรคไข่มันในเลือดสูงก็ควรจะปรึกษาแพทย­์ก่อนจะรับประทานจะดีกว่าค่ะ
  2. บำรุงสมอง วิตามินบี 6 ในมะม่วงนอกจากจะช่วยป้องกันโรคหัวใจแล้ว ก็ยังช่วยป้องกันและสร้างเสริมการทำงานของสมอง เพราะเจ้าวิตามินบี 6 นี้มีส่วนสำคัญในการทำงานของสารสื่อประสาทที่มีส่วนช่วยในการกำ­หนดอารมณ์และรูปแบบในการนอนหลับ การเติมมะม่วงลงไปในอาหารจะช่วยให้ร่างกายได้รับกลูตาไมน์ (Glutamine) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยให้สมองสามารถจดจำและมีสมาดีขึ้น และยังทำให้เซลล์สมองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย
  3. รักษาโรคเบาหวาน โรคเบาหวาน วิธีการดูแลตัวเองที่ดีที่สุดคืออการไม่รับประทานของหวาน ซึ่งมะม่วงก็เป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงแต่ขอบอกไว้เลยว่ามะม่วงนี­­­่ล่ะช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ เพียงแค่นำใบมะม่วง 10-15 ใบแช่ลงในน้ำอุ่นและปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ข้ามคืน จากนั้นในตอนเช้­านำน้ำนี้มาดื่มในขณะที่ท้องว่าง จะสามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้ วิธีนี้สามารถรับประทานได้ทั้งคนที่เป็นเบาหวานหรือไม่เป็นก็ได้­ หากผู้ที่มีสุขภาพปกติดื่มน้ำแช่ใบมะม่วงก็จะยิ่งช่วยป้องกันโร­­­คเบาหวานได้ดียิ่งขึ้นค่ะ
  4. บำรุงสายตา มะม่วงมีวิตามินเอสูง ดังนั้นจึงช่วยบำรุงสายตาให้ยังใสปิ๊งปั๊งอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยป้องการการเสื่อมของจอประสาทตาเมื่ออายุ­­­มากขึ้นได้อีกด้วยค่ะ
  5. บำรุงผิวพรรณ ต้องยกความดีความชอบให้กับวิตามินเออีกครั้งเพราะวิตามินเอในมะ­­­ม่วงนั้นมีคุณประโยชน์เพียบพร้อมจริง ๆ แม้แต่ในเรื่องผิวพรรณ การรับประทานมะม่วงทำให้เราได้รับวิตามินเอที่ช่วยกระตุ้นการให­­­ลเวียนของเลือดในเนื้อเยื่อและผิวหนัง ช่วยให้การอุดตันของรูขุมขนลดลงส่งผลให้ผิวพรรณเรียบเนียนได้ค่­­­ะ
  6. รักษาสิว

ประโยชน์ของมะม่วง ผลไม้มากคุณค่า ไม่คว้าไว้จะเสียใจ

      หากใครไม่ชอบทานมะม่วงแต่ก็อยากรักษาสิวให้หายโดยไม่พึ่งยาละก็­­­ลองหันมาใช้มะม่วงในการรักษาได้ค่ะ เพราะเนื้อมะม่วงนี้แม้เราจะไม่ได้รับประทานแต่ก็สามารถใช้บำรุ­­­งผิวพรรณ ลดสิวบนใบหน้าที่กวนใจได้ เพียงฝานมะม่วงบาง ๆ วางใบหน้าทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นล้างออก วิตามินเอในมะม่วงก็ช่วยลดการเกิดสิวได้เป็นปลิดทิ้งเลย
  1. รักษาโรคโลหิตจางในหญิงที่ตั้งครรภ์ มะม่วงเปรี้ยว ๆ ถือเป็นของที่ถูกใจว่าที่คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เพราะช่วยรักษาอาการแพ้ท้องได้เป็นอย่างดี แต่อย่าเพิ่งคิดว่ามะม่วงมีดีเพียงแค่นั้น เพราะมะม่วงก็มีธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อหญิงที่กำลังตั้งครรภ์เช่นเดียวกัน­­­ เพราะหญิงตั้งครรภ์นั้นมักจะเกิดภาวะโลหิตจางได้ง่าย และการรับประทานมะม่วงก็จะช่วยให้ธาตุเหล็กอันเป็นสาเห­ตุของโรคโลหิตจางมีระดับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ปกติค่ะ
  2. สร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย มะม่วงมีสารเบต้าแคโรทีมเช่นเดียวกับผักผลไม้มีสีส้มและสีเหลือ­งอื่น ๆ เช่น แครอท เป็นต้น โดยสารเบต้าแคโรทีนนั้นเป็นสารแคโรทีนอยด์อันมีคุณสมบัติในการส­­­ร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ฉะนั้นถ้าไม่อยากป่วยง่ายก็ควรจะรับประทานมะม่วงเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับสารพิษและแบคทีเรียต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น
Read More สูตรตำมะม่วงรสเด็ด

สูตรยำผักกาดส้ม 🍽

สูตรยำผักกาดส้ม 🍽

สูตรยำผักกาดส้ม

สูตรยำผักกาดส้ม ยำผักกาดส้ม ก่อนที่จะนำผักกาดมาปรุง ต้องนำผักไปดองก่อน วิธีการดอง ใช้วิธีเดียวกับการดองผักกุ่ม แต่ใช้เวลาดองน้อยกว่า 2 วัน มีวิธีการปรุงเช่นเดียวกับยำผักกุ่มดอง ยำผักกาดดอง ต่างกันตรงที่จะใช้พริกแห้งย่างไฟ หรือพริกแต้แห้งย่างไฟ หรือคั่ว

ส่วนผสม

ผักกาดเขียว 200 กรัม
ข้าวนึ่ง 50 กรัม
เกลือเม็ด 1/2 ช้อนชา
น้ำซาวข้าว 1 ถ้วย
พริกแห้งย่างไฟ 8 เม็ด
ข่า 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียม 5 กลีบ
หอมแดง 3 หัว
ตะไคร้ 2 ช้อนโต๊ะ
หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
มะเขือเปราะซอย 1/2 ถ้วย
ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีการทำ

ล้างผักกาดเขียวให้สะอาด ซอยให้ละเอียด
ใส่ข้าวนึ่ง นวดให้เข้ากัน
ใส่เกลือเม็ด นวดให้เข้ากัน
ใส่น้ำซาวข้าว ให้ท่วมผัก ปิดฝา ดองไว้1-2 วัน
โขลกพริก ข่า กระเทียม หอมแดง และตะไคร้ รวมกันให้ละเอียด
ใส่ส่วนผสมที่โขลกลงในชามผักกาดส้ม คนให้เข้ากัน
ใส่หอมแดงซอย และมะเขือเปราะ คนให้เข้ากัน
โรยด้วยผักชี ต้นหอม

ข้อควรระวังในการทำผักกาดดอง
ภาชนะที่นำมาใช้ดองต้องไม่ถูกกัดกร่อน ถูกทำละลายหรือเป็นสนิมได้โดยง่าย ควรใช้พวกโอ่ง ไห เป็นต้นและก่อนนำมาใช้ต้องทำให้สะอาดที่สุด

สรรพคุณและประโยชน์ของผักกาดดอง
เรามักได้ยินกันมาว่า อาหารหมักดองนั้นไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อร่างกายเลย แต่จริงๆ แล้วอาหารหมักดองยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย หากรับประทานอย่างเหมาะสมและถูกสุขอนามัย ผักกาดดองก็เช่นกันโดยผักกาดดองมีจุลินทรีย์ที่ชื่อว่า โพรไบโอติกส์ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยส่งเสริมการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายและช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด นอกจากนี้การหมักดองนั้นทำให้อาหารอยู่ในรูปที่ดูดซึมง่ายยิ่งขึ้น ร่างกายนำสารอาหาไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว

โทษของผักกาดดอง
1.สารบอแรกซ์ บางแหล่งเมื่อผลิตผักกาดดองอาจจะใส่สารบอแรกซ์ลงไปเพื่อให้ผักคงความกรอบ อร่อย ซึ่งหากรับประทานในปริมาณมากจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร เป็นพิษต่อไตและสมองได้

  1. ความสะอาด การทำผัดกาดดอง ส่วนใหญ่จะทำครั้งละเยอะๆ ใส่โอ่ง ไหหรือภาชนะขนาดใหญ่ ทำให้ควบคุมในเรื่องความสะอาดได้ยาก อาจจะมีปนเปื้อนระหว่างผลิต เมื่อรับประทานเข้าไปอาจจะทำให้เป็นโรคท้องร่วงได้
  2. เสี่ยงต่ออาหารเป็นพิษ คลอสทริเดียม เปอร์ฟริงเจนส์ (Clostridium pergringens) เป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ ซึ่งเป็นเชื่อที่พบได้ทั่วไปตามดิน น้ำ อากาศ ซึ่งผักกาดดองง่ายต่อการปนเปื้อนเชื้อนี้หากไม่มีขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน
  3. โซเดียมสูง การดองผักกาด วัตถุดิบสำคัญที่นำมาใช้ดองก็คือเกลือนั่นเอง ดังนั้นไม่ควรทานผักกาดดองในปริมารมากๆหรือทานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เพราะการได้รับโซเดียวในปริมาณสูงเกินไปเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไตและความดันโลหิตสูงได้
  4. สารเคมีอื่นๆ ในผู้ประกอบบางรายต้องการยืดอายุผักกาดดองให้เก็บรักษาได้นานมากขึ้น จึงมีการนำสารเคมีอื่นๆ ลงไปเพิ่ม เช่น สารกันเสีย สารกันเชื้อรา สารฟอกขาว สีผสมอาหาร เป็นต้น ซึ่งถ้าหากเราได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณสูงๆ ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายนั่นเอง
Read More สูตรยำผักกาดส้ม 🍽

ยำผักจุมปาอาหารอร่อย ชาวล้านนา

ยำผักจุมปาอาหารอร่อย ชาวล้านนา

ยำผักจุมปาอาหารอร่อย

ยำผักจุมปาอาหารอร่อย

ยำผักจุมปาอาหารอร่อย ผักจุมปา หรือ ผักกาดนา เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในนาข้าว มีรสขมเล็กน้อย นิยมนำมาจิ้มน้ำพริก หรือนำมายำ มีส่วนผสมและวิธีการปรุงเช่นเดียวกับยำผักเฮือด ยำถั่วแบป

ส่วนผสมยำผักจุมปา

ผักจุมปา 200 กรัม
เนื้อหมูสับ 50 กรัม
ข่าโขลก 1/2 ช้อนโต๊ะ
ผักชีซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 1/2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมสับ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องแกงยำผักจุมปา

พริกขี้หนูแห้ง 7 เม็ด
กระเทียม 7 กลีบ
ข่าหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
กะปิ 1/2 ช้อนโต๊ะ
ปลาร้าต้มสุก 1/2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำำยำผักจุมปา

นำผักปุมปลา หรือผักจุมปาลวกในน้ำเดือด ตักขึ้น พักไว้
หั่นผักจุมปาให้ละเอียด พักไว้
โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
เจียวกระเทียมพอเหลือง ใส่เครื่องแกงลงผัดให้หอม ใส่หมูสับ ผัดให้หมูสุก ใส่ข่าโขลก
ใส่ผักจุมปาผัดให้เข้ากัน ปิดไฟ

ยำผักจุมปา เป็นเมนูอาหารเหนือที่นิยมรับประทานกันอีกชื่อหนึ่งของผักจุมปาคือสะเดาดิน เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในนาข้าว มีรสขมเล็กน้อย นิยมนำมาจิ้มน้ำพริก หรือนำมายำ มีส่วนผสมและวิธีการปรุงเช่นเดียวกับ ยำผักเฮือด ยำถั่วแปบ เป็นเมนูที่นิยมรับประทานในหมู่ผู้สูงอายุ ยำผักจุมปา โดยสะเดาดินมีสรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ ระงับความร้อน

ประโยชน์ของการรับประทาน ผักจุมปา

แก้ลมให้ตก ขับเสมหะ
แก้ไข้อันกระทำให้หนาว
แก้โลหิตพิการ
ขับลมและโลหิตให้กระจาย
ขับเสมหะ ขับเหงื่อ
แก้ท้องมาน แก้ริดสีดวง

เคล็ดลับ
การลวกผักจุมปาควรลวกในน้ำเดือดเพื่อลดความขมของผักจุมปาลงเวลานำไปคั่วจะได้ไม่ขมจนกินไม่ได้
เนื้อหมูที่ใช้ในเมนูนี้แนะนำเป็นเนื้อหมูส่วนสามชั้นเพื่อจะได้ความชุ่มชื่นของเนื้อหมูเวลานำไปผัดเนื้อจะไม่แห้งเกินไป
กระเทียมเจียวที่ใช้ควรเป็นกระเทียมพันธุ์ไทยเพราะจะได้กลิ่นหอมมากกว่า…

Read More ยำผักจุมปาอาหารอร่อย ชาวล้านนา

สูตรเด็ดตำกุ้ง

สูตรเด็ดตำกุ้ง

สูตรเด็ดตำกุ้ง

สูตรเด็ดตำกุ้ง

สูตรเด็ดตำกุ้ง ตำกุ้ง ใช้วิธีการปรุงแบบเดียวกับตำชนิดอื่นๆ แต่เพิ่มเครื่องปรุง ได้แก่ ดีปลีคั่ว มะแขว่นคั่ว สะระแหน่ มะนาว ผักไผ่ ผักชีต้นหอม เพื่อดับคาวกุ้ง

ส่วนผสม

กุ้งนา 1 ถ้วย
พริกแห้งย่างไฟ 5 เม็ด
กระเทียมย่างไฟ 5 กลีบ
หอมแดงซอย 2 ช้อนโต๊ะ
ดีปลีคั่ว 1 ผล
มะแขว่นคั่ว 1 ช้อนชา
กะปิย่างไฟ 1 ช้อนชา
มะนาว 1 ลูก
สะระแหน่ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ผักไผ่ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ผักชีซอย 1 ช้อนโต๊ะ
ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีการทำ
ล้างกุ้งให้สะอาด พักไว้
โขลก ดีปลี และมะแขว่น ให้ละเอียด ตามด้วย พริกแห้ง กระเทียม และกะปิ โขลกรวมกันให้ละเอียด
ใส่กุ้งลงโขลกรวมกับส่วนผสมให้เข้ากัน
ใส่หอมแดงซอย ผักไผ่ สะระแหน่ และผักชีต้นหอม คลุกเคล้าให้เข้ากัน
บีบมะนาว แล้วคนให้เข้ากัน

เคล็ดลับในการเลือกเครื่องปรุง
ควรเลือกกุ้งที่สด และล้างให้สะอาด

ประโยชน์ของกุ้งฝอย

  1. กุ้งฝอยนำมาทำก้อยกุ้งทั้งสุก และดิบ แต่แนะนำทำสุกจะปลอดภัยกว่า แต่บางท่านนิยมรับประทานก้อยกุ้งดิบ เพราะให้รสอร่อยของเนื้อกุ้งดิบ
  2. กุ้งฝอยนำมาประกอบอาหารอื่นๆ เช่น กุ้งฝอยชุบแป้งทอด น้ำพริกกุ้งฝอย เป็นต้น
  3. กุ้งฝอยนำมาแปรรูปเป็นกุ้งแห้งใช้สำหรับใส่ส้มตำ
  4. บ่อสูง 0.7 เมตร กว้าง 4 เมตร ยาว 4 เมตร

ก้อยกุ้ง

คุณค่าทางโภชนาการของกุ้งฝอย
พลังงาน 78 แคลอรี่
โปรตีน 15.8 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 1.0 กรัม
ไขมัน 1.2 กรัม
แคลเซียม 9.2 กรัม
ฟอสฟอรัส 2.69 กรัม
เหล็ก 0.08 กรัม
ความชื้น 78.7 กรัม…

Read More สูตรเด็ดตำกุ้ง

หมูกระทะอาหารแห่งชาติ ฟินไปทั้งครอบครัว

หมูกระทะอาหารแห่งชาติ  ฟินไปทั้งครอบครัว

หมูกระทะอาหารแห่งชาติ

หมูกระทะอาหารแห่งชาติ

หมูกระทะอาหารแห่งชาติ อาหารแห่งชาติ หิวเมื่อไหร่ก็ร้องขอแต่ หมูกระทะ เมนูที่นึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อถึงเทศกาลวันหยุดยาว หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง อร่อยและอิ่มนาน หากคุณเป็นคนชอบกินหมูกระทะบ่อยๆ ไปถึงก็กินแต่เนื้อหมูโดยไม่สนใจอย่างอื่น แนะนำให้ซื้อกระทะมาไว้ที่บ้าน เพราะเรามีสูตรหมักหมูกระทะกับน้ำจิ้มรสเด็ด อยากกินวันไหนก็แค่ตั้งเตา หมักหมูเองกินที่บ้าน ฟินไปทั้งครอบครัว

ส่วนผสม
สันคอหมู 500 กรัม
ไข่ไก่ 2 ฟอง
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
พริกไทยป่น 1 ช้อนโต๊ะ
แป้งข้าวโพด 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
ผงฟู 2 ช้อนชา
งาขาว ตามชอบ

ส่วนผสมน้ำจิ้ม

น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
น้ำตาล 1/2 ถ้วย
น้ำส้มสายชู 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมดองสับ 2 ช้อนโต๊ะ
พริกจินดา ตามชอบ
กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ
ซอสพริก 2 ช้อนโต๊ะ
งาขาวตามชอบ
ผักชีซอย

วิธีทำหมูกระทะ พร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด

หั่นสันคอหมูเป็นชิ้นพอดีคำ หมักด้วยไข่ไก่ ซอสหอยนางรม น้ำตาลปี๊บ และซอสปรุงรส ขยำให้เข้ากัน
เติมแป้งข้าวโพด ผงฟู และ งาขาว คลุกให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้สักครู่ จากนั้นก็ไปทำน้ำจิ้ม
ตั้งหม้อต้มน้ำเปล่า เทน้ำตาลทรายลงไปคนจนน้ำตาลทรายละลาย
เทน้ำส้มสายชูลงไป ตามด้วยน้ำปลา กระเทียมดองสับ พริกจินดาตำและกระเทียมสับ
เทซอสพริกลง เคี่ยวน้ำจิ้มจนข้นเหนียว โรยงาขาวและผักชีลงไป คนให้เข้ากัน เสร็จแล้วก็ตักใส่ถ้วยเล็กๆ แล้วเตรียมเตาหมูกระทะ

ประวัติหมูกระทะ
แน่นอนว่าช่วงนี้เป็นฤดูฝน ซึ่งอารหารที่เราอยากรับประทานตอนฝนตกก็คืออะไรที่มันร้อนๆ อุ่นๆที่สามารถคลายหนาวให้เราได้ และอารหารที่คนไทยนิยมรับประทานเพื่อคลายหนาวอย่างหนึ่งคือ เนื้อย่างเกาหลี หรือ หมูกระทะนั่นเอง
เนื้อย่างเกาหลี หรือหมูกระทะ มีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศเกาหลี ในช่วงสงครามแบ่งแยกดินแดน ในวันที่กองกำลังฝั่งเกาหลีเหนือถูกปิดล้อมด้วยกองทหารของเกาหลีใต้ อากาศช่วงนั้นร้อนมาก กลางทะเลทรายเช่นนั้น เหล่าทหารถูกปิดล้อมนอกจากจะต้องทรมานจากสภาพอากาศแล้ว ยังต้องทนกับความหิวโหยอีกด้วย
ย่างเข้าสู่วันที่ห้า ทหารฝั่งเกาหลีเหนือเริ่มอดตายไปทีละคน พลเอก ปาร์ค จี ซุก ดำรงตำแหน่งนายกองขณะนั้น จึงสั่งให้ทหารช่วยกันจับหมาที่อยู่บริเวณนั้นมากิน คือ หมากระทุนั่นเอง
หมากระทุเป็นหมาสายพันธุ์หนึ่งของประเทศเกาหลี พบมากตามทะเลทราย หลายคนเชื่อว่ามันเป็ยสัตว์มีพิษจึงไม่กล้ากิน แต่การที่ต้องอดอยากเป็นเวลา 5 วัน ทำให้กองทหารของฝั่งเกาหลีใต้ทนไม่ไหว ทั้งหมดช่วยกันจับหมากระทุมาแล่เนื้อเป็นชิ้นบางๆ แล้วเอาไปวางบนแผ่นหิน เดชะบุญแผ่นหินกลางทะเลทรายที่ร้อนจัด เปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นกระทะอย่างไม่ตั้งใจ เนื้อหมากระทุสุกได้ที่ ส่งกลิ่นหอมไปถึงกองกำลังฝั่งเกาหลีใต้ จนทนไม่ไหวเข้ามาขอร่วมรับประทานกับฝั่งกองทหารเกาหลีเหนืออย่างเป็นกันเอง
นั่นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองดินแดนได้หันหน้าเข้าหากัน โดยมีหมากระทุเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างชาติ หลังจากเหตุการณ์นั้นเอง ทำให้ชื่อเสียงของหมากระทุเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ และเมื่อทุกคนได้รู้ว่าหมากระทุไม่มีพิษ และสามารถกินได้ หมากระทุจึงถูกล่ามาประกอบ
อาหารอย่างกว้างขวาง เพราะมันสื่อถึงการสังสรรค์ของมิตรแท้
จนหมากระทุมีจำนวนลดลงจนน่าใจหาย รัฐบาลเกาหลีจึงให้หมากระทุเป็นสัตว์สงวน อนุรักษ์ คุ้มครอง ในปัจจุบันหมากระทุมีจำนวนไม่ถึง 10 ตัวถือเป็นสัตว์หายาก เมื่อเป็นเช่นนั้นชมรมคนชอบกินหมากระทุจึงหันไปกินเนื้อหมูแทน แล้วเปลี่ยนชื่อจากหมากระทุมาเป็นหมูกระทะ จนถึงทุกวันนี้ (ขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.ranthong.com)…

Read More หมูกระทะอาหารแห่งชาติ ฟินไปทั้งครอบครัว

กุ้งมะนาวเปรี้ยวแซ่บอร่อยถึงใจ

กุ้งมะนาวเปรี้ยวแซ่บอร่อยถึงใจ

กุ้งมะนาวเปรี้ยวแซ่บอร่อยถึงใจ

 กุ้งมะนาวเปรี้ยวแซ่บอร่อยถึงใจ

กุ้งมะนาวเปรี้ยวแซ่บอร่อยถึงใจ ส่วนผสม กุ้งมะนาว

• กุ้งขาว (แกะเปลือกผ่าหลัง)
• รากผักชีสับละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ
• กระเทียมสับละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ
• พริกขี้หนูสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
• ก้านคะน้าและแครอต แช่น้ำเย็นจัด

วิธีทำกุ้งมะนาว

ลวกกุ้ง โดยตั้งน้ำให้เดือดจัด ใส่กุ้งลงไปลวก พอกุ้งเริ่มเปลี่ยนสี หรือประมาณ 5-10 วินาที ให้รีบตักขึ้นทันที จะสุกพอดีและกุ้งไม่หด (ในน้ำลวกกุ้งใส่ใบโหระพาไปนิดจะหอมมากค่ะ

ทำน้ำจิ้ม โดยนำน้ำมะนาว น้ำปลา และน้ำตาลทราย คนผสมให้น้ำตาลละลาย จากนั้นชิมรส ถ้าจัดเกินไปจะเติมน้ำซุปจากการลวกกุ้งนิดหน่อยก็ได้ค่ะเมื่อได้รสที่ชอบแล้ว ใส่กระเทียมรากผักชี และพริกขี้หนูสับตามลงไป เสิร์ฟคู่กับก้านคะน้า และแครอตแช่เย็น

คุณประโยชน์ของกุ้ง

  1. ประโยชน์ของกุ้งเป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี กุ้งเป็นอาหารที่มีโปรตีนเยอะไม่แพ้เนื้อสัตว์ประเภทอื่น โดยกรดอะมิโนในกุ้ง เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายหรือ ‘essential aminoacid’ ที่ร่างกายขาดไม่ได้ เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์น้ำที่มีคอเลตเตอรอลต่ำ โปรตีนสูง จึงทำให้กรดอะมิโนที่ได้จากกุ้งเป็นชนิดย่อยง่าย ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที เมื่อเทียบกับโปรตีนที่ได้จากสัตว์ชนิดอื่น
  2. ประโยชน์ของกุ้งช่วยลดความอ้วนได้ หลายคนคงสงสัยว่ากุ้งมีส่วนช่วยในการลดความอ้วนได้อย่างไร คำตอบคือส่วนเปลือกของกุ้งจะมีสารที่เรียกว่า ไคติน (Chitin) ซึ่งในทางการแพทย์ระบุว่าไคตินเป็นสารที่ไม่ดูดซึมเข้าร่างกาย อีกทั้งยังมีส่วนช่วยในการเคลื่อนตัวของกากอาหารในลำไส้ คล้ายกับอาหารจำพวกไฟเบอร์ ดังนั้นกรณีผู้ที่ขับถ่ายไม่ค่อยดีหากรับประทานกุ้งที่มีขนาดไม่ใหญ่มากจึงควรเคี้ยวกุ้งทั้งเปลือกนั่นเอง

โดยนอกจากมีส่วนช่วยในการขับถ่ายแล้ว ไคตินในเปลือกกุ้งยังมีความสามารถในการดักจับคอเลสเตอรอลและไขมัน (จากการรับประทานอาหารในแต่ละวัน) ก่อนที่ร่างกายจะดูดซึมสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ ซึ่งปัจจุบันไคตินจากเปลือกกุ้งได้ถูกนำมาเป็นส่วนผสมในยาเสริมอาหารประเภทลดน้ำหนักอย่างแพร่หลาย

ทานกุ้งอย่างไร ให้ได้ประโยชน์

  1. ประโยชน์ของกุ้งช่วยเสริมสร้างพัฒนาการของทารกในครรภ์ เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์น้ำที่มีสารอาหารหลากหลายไม่ว่าโปรตีน คอแลตเตอรอลชนิดดี รวมไปถึงโพแทสเซียม โดยเฉพาะในกุ้งขาวที่มีประโยชน์กับคุณแม่ตั้งครรภ์มากเพราะสารอาหารเหล่านี้จะมีส่วนเพิ่มการพัฒนาด้านสมองและสติปัญญาของทารกในครรภ์
  2. สารอาหารในกุ้งช่วยลดระดับคอเลตเตอรอลในเลือด ช่วยรักษาอาการหืด ไขข้ออักเสบและความจำเสื่อมได้

ทานกุ้งอย่างไร? ให้ได้คุณประโยชน์ ไม่เกิดโทษต่อร่างกาย
อย่างไรก็ตามระยะหลังมานี้จะมีการฟอเวิร์ดอีเมลล์เกี่ยวกับอันตรายในการรับประทานกุ้งออกมาอย่างแพร่หลาย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณการบริโภคเนื้อสัตว์ประเภทนี้ลดลงแต่อย่างใดแม้ว่าในกุ้งจะมีสารอาหารที่มีประโยชน์จำนวนมากก็ตาม แต่การรับประทานในปริมาณที่มากเกินไปนั้นย่อมส่งผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะหากรับประทานคู่กับวิตามินซี ในทางการแพทย์แล้วสัตว์ที่มีเปลือกอ่อน (เช่นกุ้ง) จะมีสารอาเซนิกเข้มข้นสูงโดยสารประเภทนี้จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายหากไม่รับประทานคู่กับวิตามินซีชนิดเม็ดหรือฉีด เนื่องจากหากรับประทานกุ้งในปริมาณมากในช่วงที่ได้รับวิตามินซีจะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่เปลี่ยนวิตามินซีและอาเซนิกให้กลายเป็นสารหนู ซึ่งส่งผลต่อการทำงานในเส้นเลือดฝอย ทำให้เกิดเลือดคั่งในหัวใจ ตับ และลำไส้ จนทำให้เสียชีวิตได้…

Read More กุ้งมะนาวเปรี้ยวแซ่บอร่อยถึงใจ

สูตรเนื้อสวรค์แสนอร่อย

สูตรเนื้อสวรค์แสนอร่อย

สูตรเนื้อสวรค์แสนอร่อย อาหารแสนอร่อยจากเนื้อวัว

สูตรเนื้อสวรค์แสนอร่อย

สูตรเนื้อสวรค์แสนอร่อย ส่วนผสมและขั้นตอนการทำเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร

ส่วนผสมสำหรับทำ

เนื้อวัวส่วนลูกมะพร้าว 5 กิโลกรัม
น้ำตาลปี๊บ 1 กิโลกรัม
น้ำปลา 1 ถ้วยตวง
ลูกผักชีบด 3 ช้อนโต้ะ
ซอสน้ำมันหอย 1 ช้อนโต้ะ
ผงยี่หร่า 1 ช้อนโต้ะ
งาขาว 1 ช้อนโต้ะ
พริกไทยป่น 1 ช้อนโต้ะ

วิธีทำ

หั่นเนื้อวัวเป็นแผ่นใหญ่ๆ ความหนาพอดีๆ ไม่บางไป หรือ ไม่หนาเกินไป
เตรียมน้ำหมัก โดย ผสม น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา ลูกผักชี ซอสน้ำมันหอย ผงยี่หร่า งาขาว และ พริกไทยป่น ผสมให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน
นำเนื้อวัวไปนวดในซอสที่เตรียมไว้ นวดให้ซอสเข้าเนื้อ จากนั้นนำเนื้อหมักไปแช่ช่องแข็ง 1 ชั่วโมง
นำเนื้อไปตากลมให้แห้ง 3 ชั่วโมง สามารถเก็บไว้กินได้
รับประทานโดยนำไปทอดให้สุก ทานกับข้าวหุงสุก หรือ ข้าวเหนียว

เคล็ดลับการทำ

เนื้อวัวให้เลือกใช้เนื้อโคขุน อย่างดี ส่วนลูกมะพร้าว จะได้เนื้อที่นุ่ม และ ไม่แข็งกระด้าง
เนื้อวัวให้เลือกใช้เนื้อที่สดใหม่ จึงจะได้เนื้อที่คุณภาพดีที่สุด
น้ำตาลเลือกใช้น้ำตาลปี๊บ จะให้ความหวานและหอม เข้าเนื้อได้ดี
การหั่นเนื้อวัวให้หั่นเป็นแผ่นใหญ่ๆ ไม่หั่นบางเกิดไป หรือ หั่นชิ้นเล็ก เพราะ จะทำให้เนื้อวัวแข็ง ไม่น่ารับประทาน
ให้นำเนื้อหมักไปแช่ตู้เย็นในช่องแช่แข็ง จะทำให้เนื้อเซ็ตตัว ซอสหมักเข้าเนื้อ ทำให้เนื้อวัวมีรสชาติ
ลูกผักชี มีกลิ่นเฉพาะตัว ช่วยดับกลิ่นของเนื้อวัวได้

โปรตีนที่ได้จากเนื้อวัว
เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อวัว ส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยโปรตีน และปริมาณโปรตีนของเนื้อวัวที่ไขมันน้อย และปรุงสุก มีตั้งแต่ 26-27%

โปรตีนจากเนื้อสัตว์มีคุณภาพสูง และประกอบด้วยกรดอะมิโน 8 ชนิดที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยให้พลังงานสำรองแก่ร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และการบำรุงรักษาร่างกายของเรา

โครงสร้างของโปรตีน และกรดอะมิโน มีความสำคัญมากในเชิงสุขภาพ โดยองค์ประกอบของโปรตีนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแหล่งอาหาร

เนื้อสัตว์ เป็นหนึ่งในแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ที่สุด ที่มีโปรตีน และกรดอะมิโนที่มีความคล้ายกับกล้ามเนื้อของเราเอง

และด้วยเหตุนี้เอง การกินเนื้อสัตว์หรือแหล่งโปรตีนจากสัตว์อื่น ๆ มีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะหลังการผ่าตัด และการฟื้นฟูนักกีฬา หรือในช่วงระหว่างที่ต้องการสร้างเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อ…

Read More สูตรเนื้อสวรค์แสนอร่อย